วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

การใช้คำพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto-Suggestion)

 
 
   เรามักจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าในแต่ละขณะ แม้เราจะไม่ได้กำลังพูดออกมาดังๆ
แต่เราพูดกับตัวเองอยู่ในใจเสมอๆ เกือบตลอดเวลา
การสนทนากับตัวเองในสมองของเราจะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ
เหมือนกับเทปที่เปิดซ้ำแล้วซ้ำอีก
และบ่อยครั้งที่การสนทนาในสมองของเรานั้นเป็นไปในทางลบ
ซึ่งเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยที่เราไม่ทราบว่าการสนทนานั้นส่งผลลบอย่างไรไปสู่ร่างกาย
จิตใจ และการกระทำต่างๆ ของคนเราบ้าง
เราควรระลึกอยู่เสมอว่าจิตใต้สำนึก
ทำหน้าที่รับข้อมูลที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคนเรา
โดยที่ไม่สามารถแยกแยะ ได้ว่าข้อมูลนั้นดีหรือไม่ดี,
เที่ยงตรงหรือไม่เที่ยงตรง, สร้างสรรค์หรือทำลายอย่างไร และข้อมูลต่างๆ
เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ของคนเรา
เมื่อเราทราบเช่นนี้เราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้โดย
การเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึกของเราเองด้วยคำพูดของตัวเราเอง
แนวคิดต่อไปนี้จะช่วยให้การใช้คำพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto-Suggestion) ได้ผลดียิ่งขึ้น
- เราจะต้องเชื่อมั่นว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้
และเราสามารถสร้างความสำเร็จ, สุขภาพที่ดี, ความสุข
และความสงบของจิตใจได้จากการเปลี่ยนข้อมูลในจิตใต้สำนึกของตัวเราเอง
- เราจะฝึกนิสัยฟังคำสนทนาในสมองของตัวเราเองให้มากขึ้น
- เมื่อเราได้ยินคำสนทนาด้านลบในสมองของเรา
เช่น สอบตกแน่ๆ ไม่มีทักษะทางกีฬา, ความจำแย่, ฯลฯ
เราจะรีบขจัดคำสนทนาเหล่านี้ด้วยคำพูดในใจว่า "เลิกคิด"
- เราจะแทนที่คำสนทนาด้านลบด้วยคำสนทนาด้านบวก เช่น
ลบ : ผมทำไม่ได้แน่นอน
บวก : ผมจะต้องทำให้ได้
ลบ : ผมไม่มีความสามารถในเรื่องนี้เลย
บวก : ผมฝึกบ่อยๆ ผมจะต้องทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ลบ : ความจำผมแย่มาก
บวก : ผมจะฝึกความจำทุกวัน และความจำผมจะต้องดีขึ้นแน่นอน
ลบ : ทักษะทางภาษาของผมไม่มีเลย
บวก : ทุกคนสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้
ลบ : ทำไมผมจึงจะต้องเปลี่ยนวิธีใหม่
บวก : ผมจะเริ่มทดลองทำในวันพรุ่งนี้เลย
- ช่วงเวลาที่จิตใต้สำนึกรับข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีที่สุด
คือ ช่วงเวลาที่เรามีคลื่นสมองต่ำมีความถี่ระหว่าง 9-13 รอบต่อวินาที
หรือที่เรียกว่า สภาวะอัลฟา
- เพื่อที่จิตใต้สำนึกจะบันทึกข้อมูลใหม่ได้ง่ายขึ้น
ควรเลือกประโยคคำพูดด้านบวกเพียงประโยคเดียวแล้วพูดซ้ำๆ 5-10 รอบ
ในการพูดด้านบวกกับตัวเองแต่ละครั้ง วันหนึ่งควรทำ 2 ครั้ง
ในสภาวะที่คลื่นสมองต่ำๆ อาจจะเป็นช่วงก่อนนอนหรือเพิ่งตื่นนอน
ระยะแรกๆ เราอาจจะไม่เห็นผลดีชัดเจน
แต่ถ้าเราทำต่อเนื่องกันไปอย่างสม่ำเสมอประมาณ 21 วัน
ผลดีต่างๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เช่น
มีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น, รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น,
มีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนรอบข้างมากขึ้น, เรียนหนังสือดีขึ้น ฯลฯ
หลัง 21 วันแล้ว อาจจะพูดกับตัวเองด้วยประโยคเดิม
หรือ เลือกประโยคใหม่ที่จะใช้พูดกับตัวเอง
  ตัวอย่างประโยคคำพดด้านบวกกับตัวเองต่างๆ สำหรับเด็กๆ
.... เป็นคนที่รูปร่างดี
.... เป็นคนที่เล่นกีฬาเก่ง
.... เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น
.... เป็นคนที่เพื่อนๆ รัก
 ตัวอย่างคำพูดด้านบวกต่างๆ สำหรับผู้ใหญ่
"ยิ่งฉันมีอายุมากขึ้น ฉันยิ่งแข็งแรงขึ้น มีเสน่ห์มากขึ้น เก่งขึ้นในทุกๆ ด้าน"
.... เป็นคนที่ยอดเยี่ยม
.... เป็นคนที่มีความสามารถ
.... เป็นคนที่มีเสน่ห์และน่ารัก
.... เป็นคนที่ชอบทำให้ตัวเอง และผู้อื่นมีความสุข
.... เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง
.... เป็นคนที่แข็งแรง
.... เป็นคนที่อารมณ์ดี ใจเย็น
.... เป็นคนที่กล้าหาญและเข้มแข็ง
.... เป็นคนที่มีความรัก ให้กับตัวเอง และผู้อื่น
หลายๆ คนจะรู้สึกอึดอัด ขัดใจ รู้สึกว่ากำลังหลอกตัวเอง หรือโกหกตัวเอง
เมื่อจะต้องพูดด้านบวกกับตัวเอง(Auto-Suggestion)
หลายคนคิดว่าจะพูดสิ่งที่ดีๆ เหล่านี้กับตัวเองได้อย่างไร
ในเมื่อเรื่องที่จะพูดไม่ได้เป็นความจริง
เช่น ตัวเราเองคิดว่าตัวเราเป็นคนโง่
จะให้พูดว่าตัวเองเป็นคนฉลาดได้อย่างไร?
ถ้าเราพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว
เราคงต้องยอมรับคำสอนเกี่ยวกับความดีงามที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของมนุษย์ว่า
"จิตเดิมแท้ของคนเรานั้นเป็นประภัสสรหรือดีงาม"
ซึ่งก็หมายความว่าคนเราไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึก
ส่วนข้อมูลด้านลบต่างๆ นั้น เราเพิ่งได้รับการบันทึกขึ้นมาในภายหลัง
(
ไม่เก่ง โง่ เลว แย่ น่าเกลียด)
และจากการบันทึกข้อมูลด้านลบครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ในวัยเด็กจนโต
ทำให้เราเริ่มเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับตัวเองจริงๆ
เราลองมาพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้กันดูดีกว่า
ลองถามกลุ่มผู้ใหญ่ ด้วยคำถามด้านบวกต่างๆ
เช่น ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งบ้างครับ,
ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ยอดเยี่ยมบ้างครับ,
ใครคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีเสน่ห์และน่ารักบ้างครับ?
คำตอบที่ได้ก็คือ ส่วนใหญ่จะไม่มีใครยกมือตอบว่าใช่
ในทางกลับกันถ้าถามเด็กๆ ที่เพิ่งรู้ความด้วยคำถามทำนองเดียวกัน
จะชูมือสลอนและแทบทุกคนจะตอบว่าใช่
เราเริ่มเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า การพูดด้านบวกกับตัวเอง (Auto-Suggestion)
ไม่ได้เป็นการหลอกตัวเองหรือโกหกตัวเองเลยแม้แต่น้อย
แต่เป็นการพูดความจริงที่เราอาจจะรู้สึกอึดอัดใจ ในระยะแรกๆ
เนื่องจากข้อมูลในจิตใต้สำนึกต่างๆ ที่เราได้รับมาแต่เล็กแต่น้อยนั้น
ส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ
(ยิ่งเรามีข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึกมากเท่าใด
เราก็จะรู้สึกอึดอัดที่จะพูดดีๆ กับตัวเองมากเท่านั้น
บางคนมีข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับตนเองในจิตใต้สำนึกมาก
จนไม่สามารถพูดดีๆ กับตัวเองได้ หรือทนรับฟังคำพูดดีๆ จากคนรอบข้างได้เลย)
ซึ่งตรงกันข้ามกับคำพูดดีๆ ที่เรากำลังพูดอยู่กับตัวเอง
เราควรพึงระลึกถึงสัจจะหรือความจริงของชีวิต
ที่นักปราชญ์ตะวันออกพร่ำสอนมาเป็นเวลาหลายๆ พันปี อยู่เสมอว่า
คนเราทุกคนมีจิตเดิมแท้ที่เป็นประภัสสรหรือดีงาม
ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกด้านลบต่างๆ
เช่น โง่ เลว แย่ น่าเกลียด ซื่อบื้อ ไม่เก่ง ฯลฯ
แต่ความรู้สึกด้านลบต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมาในภายหลัง
หลังจากที่ได้รับข้อมูลด้านลบต่างๆ จากคนรอบข้าง
และข้อมูลด้านลบต่างๆ นี้ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกด้านลบต่างๆ
ที่บันทึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเราโดยที่เราเองอาจจะไม่รู้สึกตัว
(
บางคนได้รับข้อมูลด้านลบต่างๆ ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้า ตั้งแต่ในวัยแบเบาะ)
ถ้าเราพูดดีๆ กับตัวเองเสมอๆ ทุกวัน แม้จะต้องฝืนหรืออึดอัดใจบ้างในระยะแรกๆ
ความรู้สึกฝืนใจหรืออึดอัดใจที่มักจะเกิดขึ้นในระยะแรกๆ ของการพูดดีๆ กับตัวเองนี้
จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ความสบายใจ สุขใจ จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่
ในไม่ช้าข้อมูลใหม่ๆ ด้านบวกนี้จะเข้าไปแทนที่ข้อมูลด้านลบในจิตใต้สำนึกของเรา
ซึ่งจะทำให้เรามีความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมต่างๆ ที่เปลี่ยนไปในทางบวกมากขึ้น
อ่านบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

โรคเก๊าท์เกิดได้ยังไง (Gout)


โรคเก๊าท์เกิดได้ยังไง, ยูริค คืออะไร
โรคเก๊าท์ เป็นโรคที่เป็นกันมากขึ้นในคนไทย โดยเฉพาะผู้ชาย และค่อนข้างมีอายุหน่อย ทางการแพทย์รู้จักเก๊าท์มานานแล้ว แต่จนปัจจุบัน ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อโรคนี้อยู่มาก ทั้งตัวแพทย์ผู้รักษาเอง และผู้ป่วย นำมาซึ่งควาเชื่อผิด ๆ
อยู่ให้เห็นในปัจจุบันเก๊าท์ (
Gout) เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายมียูริคสูงอยู่ในเลือดเป็นเวลานาน และด้วยคุณสมบัติของยูริคเอง ที่มีการละลายได้จำกัด (ประมาณ 7 มก./ดล.) ทำให้ยูริคส่วนเกินนี้ เกิดการตกตะกอนในร่างกาย ที่พบมากและทำให้เกิดอาการคือ ในข้อต่าง ๆ, ในไต และเมื่อเป็นเรื้อรัง จะเห็นการตกตะกอนตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เห็นเป็นปุ่มก้อนตามแขนขาได้กรดยูริค (Uric acid) เป็นผลผลิตจากการสลายสารพิวรีน (purine) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการสร้างสาย DNA ในเซลล์ต่าง ๆ ดังนั้นการสลายเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มี DNA จะได้กรดยูริค เสมอ
ทำไมเก๊าท์มีแต่ผู้ชาย อายุมาก, ผู้หญิงไม่เป็นโรคนี้หรือ ? เนื่องจากภาวะกรดยูริคในเลือดที่สูงนั้น จะยังไม่เกิดการตกตะกอนและเกิดข้ออักเสบทันที แต่ต้องใช้ระยะเวลา ที่กรดยูริคในเลือดสูงเป็นเวลานานหลายสิบปี พบว่าในผู้ชายที่มีกรดยูริคสูงนั้น ระดับของยูริคในเลือด จะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และสูงไปนาน จนกว่าจะเริ่มมีอาการ คืออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงระดับยูริค จะเริ่มสูงขึ้นหลังจากวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง มีผลทำให้ยูริคในเลือดไม่สูงพบว่ายูริคในเลือดที่สูงนั้น กว่าร้อยละ 90 เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกายเอง อาหารเป็นแหล่งกำเนิดของยูริคในเลือดน้อยกว่าร้อยละ 10 เสียอีก ดังนั้นผู้ที่ไม่มียูริคสูงมาก่อน การกินอาหารที่มีพิวรีนสูง จึงไม่มีทางทำให้ระดับยูริคสูงได้ครับ
ปวดข้อแล้วไปเจาะเลือดพบว่ายูริคสูง แสดงว่าเป็นเก๊าท์, ถ้ายูริคไม่สูง ไม่ใช่เก๊าท์ ? เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ การวินิจฉัยโรคเก๊าท์ อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายง่าย ๆ ครับ ข้ออักเสบจากเก๊าท์วินิจฉัยได้ง่าย เพราะผู้ป่วยจะมีอาการ "ปวด บวม แดง ร้อน" ที่ข้อชัดเจน เป็นเร็ว และมักเป็นข้อเดียว ข้อที่เป็นบ่อยได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า, ข้อเข่า ถ้าผู้ป่วยปวดข้อ แต่สงสัยว่ามีปวด บวม แดง ร้อนหรือไม่ หรือตรวจไม่พบ ไม่ชัดเจน ให้สงสัยว่าไม่ใช่เก๊าท์ ครับ   รายที่เป็นเรื้อรังอาจมีปวดหลายข้อและพบมีปุ่มก้อนที่รอบ ๆ ข้อ เช่น ข้อเท้า, ส้นเท้า, ข้อมือ, นิ้วมือ ได้ ถ้าก้อนเหล่านี้แตกออกจะพบตะกอนยูริคคล้ายผงชอล์กไหลออกมา
การเจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคในเลือด ในช่วงที่มีข้ออักเสบอาจพบว่า สูง ต่ำ หรือเป็นปกติได้ครับ ดังนั้นผู้ที่มีข้ออักเสบเก๊าท์ ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดในขณะนั้นและไม่ช่วยในการวินิจฉัยครับ ดังนั้น..
  • ถ้าอาการปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้อไม่ชัดเจน ถ้าเป็นที่ข้อบริเวณเท้า แล้วผู้ป่วยเดินได้สบาย แม้ว่าเจาะเลือดแล้วยูริคสูง ก็ให้สงสัยว่าไม่ใช่ เก๊าท์
  • ถ้ามีอาการปวด บวม แดง ร้อนที่ข้อชัดเจน เป็นในตำแหน่งข้อเท้า ข้อนิ้วหัวแม่เท้า เป็นเร็ว แม้ว่าจะเจาะยูริคแล้วไม่สูง ก็น่าจะเป็นเก๊าท์ ครับ
เก๊าท์ รักษาได้หายขาด จริงหรือ ? ต้องทำยังไง ?จริงครับ ถ้าเรายอมรับว่า ผู้ป่วยที่รักษาแล้ว ไม่มีอาการปวดข้ออีกเลยตลอดชีวิต เรียกว่าหายผู้ป่วยโรคเก๊าท์ จำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็น 2 ระยะ ในความดูแลของแพทย์ ได้แก่
  • การรักษาในระยะเฉียบพลัน คือ ข้ออักเสบ โดยใช้ยาลดการอักเสบที่นิยมได้แก่ ยา โคลชิซิน (Colchicine) กินวันละไม่เกิน 3 เม็ด (เช่น 1 เม็ดหลังอาหาร 3 มื้อ) จะทำให้ผู้ป่วยหายจากข้ออักเสบในเวลา 1-2 วัน อาจทำให้ข้ออักเสบหายเร็วขึ้น ถ้าใช้ร่วมกับยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์   บางครั้งอาจมีผู้แนะนำให้กินยาโคลชิซิน 1 เม็ด ทุกชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด หรือจนกว่าจะท้องเสีย ซึ่งไม่แนะนำ เพราะผู้ที่กินยานี้ จะท้องเสียก่อนหายปวดเสมอ
  • การรักษาระยะยาว โดยใช้ยาลดกรดยูริคในเลือด โดยถือหลักการว่า ถ้าเราลดระดับยูริคในเลือดได้ ต่ำกว่า 7 มก./ดล. จะทำให้ยูริคที่สะสมอยู่ละลายออกมา และขับถ่ายออกจนหมดได้ ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยา อัลโลพูรินอล (Allopurinol) ขนาด 100-300 มก. กินวันละครั้ง   ซึ่งยานี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง กินยาสม่ำเสมอ และกินไปนานอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อกำจัดกรดยูริคให้หมดไปจากร่างกาย การกิน ๆ หยุด ๆ จะทำให้แพ้ยาได้ง่าย ซึ่งเป็นผื่นผิวหนังชนิดรุนแรง
ข้อคำนึงในการรักษาได้แก่
  • ยาลดกรดยูริคมีผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ จึงสงวนไว้ใช้ในผู้ป่วยเก๊าท์เท่านั้น ผู้ที่ตรวจเลือดแล้วพบว่า ยูริคสูง โดยไม่มีอาการปวดข้อแบบเก๊าท์มาก่อน ไม่มีความจำเป็นต้องกินยานี้ เพราะผู้ที่ยูริคสูงไม่ได้เป็นเก๊าท์ทุกคน การกินยาทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็น
  • เมื่อมีอาการปวดข้อเกิดขึ้น อย่านวด เพราะการนวด หรือใช้ยาทาถู ทำให้อาการข้ออักเสบ เป็นนานขึ้น หายช้า
  • ในผู้ที่มีอาการข้ออักเสบแบบเก๊าท์ เป็นครั้งแรก ไม่จำเป็นต้องเริ่มยาลดยูริคตั้งแต่แรก เพราะผู้ป่วยส่วนหนึ่ง มีอาการข้ออักเสบ เพียงครั้งเดียวในชีวิต และไม่เป็นอีก และพบว่าการเริ่มกินยาลดกรดยูริคในขณะที่ข้ออักเสบ จะทำให้ข้ออักเสบหายช้าลง
  • ในผู้ป่วยที่กินยาลดกรดยูริคอยู่ อาจพบว่ามีอาการข้ออักเสบแบบเก๊าท์ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหยุดยา เพียงแต่รักษาข้ออักเสบตามข้างต้น และเมื่อกินยาต่อไปเรื่อย ๆ จะพบว่า ข้ออักเสบจะเป็นห่างขึ้น เป็นน้อยลง หายเร็วขึ้น จนกระทั่งไม่มีอาการข้ออักเสบอีกเลย
  • หลังจากกินยาไปแล้ว 3-5 ปี อาจลองพิจารณาหยุดยาได้ ในผู้ป่วยที่อายุมาก เนื่องจากยูริคที่เริ่มสูงขึ้นหลังจากหยุดยา กว่าจะเริ่มสะสมจนเกิดข้ออักเสบนั้น กินเวลา หลายสิบปี จนอาจไม่เกิดอาการอีกเลยตลอดชีวิต
อาหารกับโรคเก๊าท์ ? / เป็นเก๊าท์ ห้ามกินสัตว์ปีก ?ไม่ห้ามครับ เพราะเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ข้างต้น ยูริคที่สูงกว่าร้อยละ 90 เกิดจากร่างกายสร้างขึ้นเอง อาหารเป็นส่วนประกอบน้อยมาก ต่อระดับยูริคในเลือด มีการทดลองให้อาสาสมัคร กินอาหารที่มีพิวรีนสูง ทั้ง 3 มื้อ เช่น สัตว์ปีก, เครื่องในสัตว์, ยอดผัก, ไข่ปลา เป็นต้น เป็นเวลาหลายสัปดาห์ พบว่าระดับยูริคในเลือดสูงขึ้นเพียง 1 มก./ดล. ดังนั้นคนธรรมดาที่ไม่ได้กินแต่อาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเดียว จึงแทบไม่มีผลต่อระดับยูริคในเลือดเลย นอกจากนี้ ผู้ป่วยเก๊าท์มักเป็นชายวัยกลางคนหรือสูงอายุ ซึ่งอาจมีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เบาหวาน, ความดันเลือดสูง ซึ่งจำเป็นต้องจำกัดหรืองดอาหารบางประเภทอยู่แล้ว การบอกให้ผู้ป่วยเก๊าท์งดอาหารพิวรีนสูงเหล่านี้ ทำให้ผู้ป่วยลำบากในการเลือกกินอาหารยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยเก๊าท์ที่กินยาลดยูริคอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องเลี่ยงอาหารใด ๆ อีกจะเห็นได้ว่า โรคเก๊าท์ เป็นโรคที่มีหลายคน ยังเข้าใจผิดถึงโรคและการปฏิบัติตัว ทำให้เกิดความลำบากในการรักษา และสร้างความทุกข์กับผู้ป่วยด้วย บทความนี้คงทำให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ และยิ่งถ้าผู้ป่วยได้อ่านจะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อตนเองยิ่งขึ้น
อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

ธรรมเทศนา(ฮาๆแต่เปี่ยมสาระ) จากพระพยอม กัลยาโณ

By Bank



วันนี้มีโอกาสดีมาลงเรื่องธรรมมะกันบ้าง เชื่อว่าทุกคนคงชอบ และถือโอกาสนี้ เปิด "ห้องพระ" ใน Blog iHears ของเราอยากเป็นทางการ อยากให้มีคนส่งเรื่องแนวธรรมมะเข้ามากันอีก เพราะ อ่านแล้วได้แง่คิด ไม่ต้องตีความมาก

เปิดห้องพระด้วยพระพยอมกัลยาโณที่ตาแบงค์จัดมาให้ อ่านแล้วได้แง่คิดอะไร ก็โพสกันไว้ได้เลยครับผม
คุณค่าต่างกัน

เป็นคนที่เสียสาว เสียความบริสุทธิ์ไปแล้วหลายครั้ง พอถึงคราวแต่งงาน...ก็ราคาตกเพราะไม่มีผู้ชายคนไหน ที่ต้องการเมียที่มีประสบการณ์ทางเพศอย่างโชกโชน ...ยิ่งมีประสบการณ์มากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งถูก บางคนยกให้ฟรีๆ ยังไม่มีคนอยากได้ไม่เหมือนกับวัว - ควาย เวลาเราซื้อวัว - ควาย ... ถ้าเป็นวัวควายสาว .. เราก็ให้ราคานึงแต่ถ้าเป็นความที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว และกำลังท้อง ...เราก็จะเพิ่มเงินไห้อีก เพราะให้ไม่ช้าเราจะได้ควายเพิ่มอีกตัวหนึ่งเป็นของแถม .. แต่ผู้หญิงตรงกันข้าม ถ้ามีผู้ชายมาสู่ขอ และรู้ว่าเรามีเพศสัมพันธ์แล้วและกำลังจะตั้งท้อง ... เขาอาจจะเปลี่ยนใจเอาเงินที่เตรียมมาไปซื้อควายทันทีเลย ...

ข้าวใหม่ ปลามัน

คนเราเวลาแต่งงานกันใหม่ๆ ก็รักกันดี ..หอมหวาน ..เอาอกเอาใจ ..ชื่นชม ..ดมแก้มกันไม่เว้นแต่ละวันแต่พออายุ 50-60 เผลอตัว ก้มลงไปจะดมแก้ม... ตกใจแทบช็อคใบหน้าแตกระแหง .. เหมือนผืนดินแถวทุ่งกุลาร้องไห้ ..หน้ายู่ ..จมูกย่น คนวัยนี้ทาแป้งเท่าไหร่ หน้าก็ไม่ขาวแล้วเพราะเนื้อแป้งมันลงร่องหมด พวกสาวๆ สวยๆ อย่าลำพองใจให้มากนัก ถ้าไม่เร่งทำความดี อีกไม่นาน พอเหี่ยวย่น มันก็ทิ้งแล้ว

สอนลูกให้โง่

ในปัจจุบัน .. มีแม่โง่ๆเยอะมาก ก็ถ่ายทอดความโง่ไปสู่ลูกหลานไม่จบสิ้นเวลาเลี้ยงลูก ลูกยังเล็ก ซนมาก เดินไปชนโต๊ะเปรี้ยง หกล้ม ร้องไห้จ้า แม่รีบเข้ามาโอ๋ ..ไปประคองลูกแม่อยากให้ลูกเงียบเร็วๆ จึงเอาไม้ตีโต๊ะต่อหน้าลูก " นี่แน่... นี่แน่...มาทำลูกของแม่ได้ แม่ตีให้แล้วลูก หยุดร้องได้แล้ว... " แล้วลูกก็หยุดร้อง เพราะแม่ทำโทษโต๊ะให้แล้วแต่หารู้ไม่ว่า ขณะที่ลูกหยุดเงียบนั้น แม่ได้ยัดเยียดความโง่เข้าไปในสมองลูกไม่รู้ตัวโต๊ะมันตั้งอยู่เฉยๆ เด็กเดินไปชนมันเอง แทนที่จะสอนลูกว่า .. " คราวหลัง เดินระวังหน่อยนะลูก จะได้ไม่ชน ไม่เจ็บตัว"เด็กจะได้ไม่มีความฝังใจว่า ... ใครทำให้กูไม่พอใจ คนนั้นต้องผิด ต่อไปเ็ด็กจะเอาแต่ใจ ไม่พอใจก็ร้องไห้ ไม่ถูกใจก็ร้องไห้ ไม่ได้อย่างใจก็ร้องไห้ ... เข้าสังคมลำบาค เพราะคิดว่าตัวเองถูกตลอด คนอื่นทำไรผิดหมด

คนชั้นต่ำ

มีคนพูดกันว่า ..พระพยอมเทศน์ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่รู้จักคนชั้นสูงชั้นต่ำ มันว่าไปเรื่อย ..คนอย่างพระพยอมหรือจะไม่รู้จักคนชั้นสูงชั้นต่ำ เพียงแต่ว่าคนชั้นสูงในความหมายของอาตมา อาจจะไม่ตรงกับคนชั้นสูงในความคิดคนเหล่านั้นก็ได้ ... คนขับแท็กซี่ตามท้องถนน ..ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดจาโกหกเสียดสี ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้คน ไม่ดื่้มสุราเมามาย มีเมตตา รับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน คนพวกนี้คือ ...คนชั้นสูง แต่คนที่คนเหล้า เมายา เล่นการพนัน หมกมุ่นอยู่กับอบายมุข มักมากในกามคุณ เบียดเบียนผู้อื่น ขาดเมตตาแต่บังเอิญฟลุคได้เป็นผู้บังคับบัญชา เป็นผู้ว่า เป็นนายอำเภอ เป็นตำรวจ นายทหาร คนพวกนี้คือ ...คนชั้นต่ำ

คนชั้นสูง

การวัดว่าเป็นคนชั้นสูง หรือคนชั้นต่ำ เขาวัดกันที่ใจ... ไม่ใช่ชาติตระกูล ตำแหน่งการงาน หรือฐานะการเงิน อย่าเข้าใจผิดมนุษย์ แปลว่า ผู้มีจิตใจสูง มาจากคำว่า มานะ + อุษยะมานะ แปลว่า ใจ อุษยะ แปลว่า สูง รวมกันจึงแปลว่า ผู้มีจิตใจสูง คือมนุษย์

คิดในใจ

วันก่อนไปบรรยายที่ รร.ไทยวิจิตรศิลป์ ช่างกล เทคนิค ..มันตีกันบ่อยเลยนิมนต์พระไปเทศน์ นักเรียนที่นี่มันวางก้าม เดินส่ายอาดๆ เข้ามาเลย พอผ่านพระมันตะโกนถามว่า" ไหน วันนี้ใครจะมาพูดให้กูฟังโว้ย " อาตมานึกในใจ "กูเองแหละ"แต่ไม่กล้าพูด ... เพราะหน้ามันเหี้ยม ..แล้วก็มากันหลายคน(55555555555 ขนาดพระยังคิดในใจ)

โสเภณีที่รัก

วันหนึ่งมีคนมานิมนต์ให้ไปเทศน์ให้โสเภณีฟัง ... ตั้งแต่บวชมา เพิ่งจะเจอครั้งนี้แหละมันเทศน์ยากพิลึก ... พอไปถึง ทุกคนมองพระเหมือนตัวประหลาด เข้ามาทำไมวะพอนั่งปุ๊บ ..มองไปรอบๆ ไม่มีใครสนใจสักคน ..คิดในใจว่า จะเอาสูตรไหนไปสู้กับมันดีวะเนี้ย ทำใจดีสู้เสือ เริ่มต้นคำแรกว่า .." สวัสดีน้องหญิงผู้มีวาสนาสูง " ... ได้ผลแฮะ ได้ผลดีเกินคาด ทุกคนหันมอง ตั้งใจฝังหูผึ่งว่าพระจะพูดอะไรต่อ" สวัสดีน้องหญิงผู้วาสนาสูง ..ผู้ขายของเก่ากินโดยไม่ต้องลงทุน ..เมื่อน้องหญิงอยู่ที่บ้าน คนทั่วไปจะเรียกอย่างยกย่องว่ากุลสตรี ยกย่องว่าเพศแม่... แต่พอน้องหญิงมาอยู่ในสถานที่อย่างนี้ ความเป็นกุลสตรี ความสูงส่งของเพศแม่มันถูกทำลายไปเขาเรียกน้องหญิงว่า 'อีตัว' เวลาเขาจะหาความสุขจากเรือนร่างเธอ เขามารับเธอไป เขาไม่ได้พูดให้เกียรติเธอเลย แทนที่เขาจะบอกว่า มาเชิญเธอไป เขากับใช้คำว่า หิ้วไป ..เห็นเราเหมือนเป็ดเหมือนไก่ ไม่ให้เกียรติเราเลยเราน่าจะกลับไปอยู่บ้าน ใช้ชีวิตทำมาหากินเหมือนเดิม ถึงแม้จะไม่ร่ำรวย แต่เราก็อยู่อย่างมีเกียรติ ... "

อ่านบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ดื่มกาแฟอย่างไร...ไม่เสียสุขภาพ


น้องนุ่น & น้องเกมส์


คะ ฉบับนี้นะคะ เรามาเอาใจนักดื่มกาแฟกันดีกว่า บ้างคนชอบดื่มกาแฟมากพอรู้ว่ากาแฟมีโทษก็ต้องทำให้เลิกดื่ม แต่วันนี้เรามีเกร็ดความรู้ เรื่อง “ดื่มกาแฟอย่างไร...ไม่เสียสุขภาพ” มาฝากคะ

เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนถูกโจมตีว่า ทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้หรือทารกน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันเปิดเผยว่าการดื่มกาแฟเพียงวันละ 1-2 ถ้วยนั้นปลอดภัย และอาจให้ผลดี ถ้าดื่มให้เป็น

           รายงานผลการวิจัยจากฟินแลนด์และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า คนที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภท 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม ความเสี่ยงที่ลดลงเป็นสัดส่วนกับปริมาณกาแฟที่ดื่ม และกาแฟไร้คาเฟอีนให้ผลน้อยกว่า ส่วนชาไร้คาเฟอีนและเครื่องดื่มอื่นๆที่มีคาเฟอีนไม่ให้ผลเหมือนกาแฟ แต่นักวิจัยก็เตือนว่าอย่าเพิ่งมั่นใจจนหันไปโหมกาแฟ เพราะนักวิจัยยังต้องติดตามการวิจัยอีกมาก นอกจากนี้กาแฟยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน

           สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วง นักวิจัยแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล .) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล ) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาทีและจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย

ของดีในกาแฟ


            นักวิจัยของศูนย์วิจัยใหญ่ในสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งมีบริษัทขายกาแฟรายใหญ่ของโลกพบว่า เมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพรและไวน์แดงอีก ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากันขึ้นกับชนิดของกาแฟ

            กาแฟพันธุ์โรบัสต้า (Robusta) มีสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีนมากกว่าพันธ์อราบิก้า (Arabicas) ถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการคั่วกาแฟ และปริมาณกาแฟที่ละลายแต่ละถ้วย รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับวิธีการชงกาแฟ ระยะเวลาและปริมาณกาแฟที่ใช้ด้วย


ข้อควรระวังในกาแฟ

             คอกาแฟอย่าเพิ่งย่ามใจกับข้อมูลด้านดีๆ เพราะองค์ประกอบหลักของกาแฟคือสารคาเฟอีนซึ่งเป็นเป็นสารกระตุ้น จึงมีผลต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจพอสมควร โดยทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เพิ่มความดันโลหิต และทำให้หัวใจเต้นผิดปกติในบางครั้ง งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยโทรอนโทเปิดเผยว่า การดื่มกาแฟมากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลันในผู้ที่มียีนขจัดคาเฟอีนช้า ทำให้คาเฟอีนอยู่ในกระแสเลือดนานขึ้น แต่สำหรับคนที่มียีนปกติที่ขจัดคาเฟอีนได้เร็วกาแฟก็จะไม่มีผล

             ถึงอย่างไรนักวิจัยก็เชื่อว่าการดื่มเพียง 1-2 ถ้วยจะไม่มีผลต่อการเกิดหัวใจวายเฉียบพลันไม่ว่ามียีนอย่างไร แต่การดื่มวันละ 4 แก้วขึ้นไปไม่ให้ผลดีขึ้น ดังนั้น ควรดื่มแต่พอควร เพราะปัจจุบันการตรวจยีนยังไม่ได้มีใช้กันเหมือนการตรวจสุขภาพทั่วไป และยีนที่แตกต่างกันทำให้ผลการวิจัยทางโภชนาการที่สัมพันธ์กับโรคต่างๆ ที่ออกมามีข้อมูลขัดแย้งกันจนเกิดความสับสน

             ส่วนผลของกาแฟต่อสุขภาพผู้หญิงก็ยังไม่มีผลวิจัยชัดเจน ว่าจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ซีสต์ในเต้านมหรือกระดูกพรุนหรือไม่ การเดินสายกลางจึงดีที่สุด ผู้ที่ดื่มกาแฟสกัดคาเฟอีน อาจคิดว่าปลอดภัย แต่นักวิจัยเตือนว่า กาแฟสกัดคาเฟอีนอาจเพิ่มระดับกรดไขมันในเลือดให้สร้างแอลดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลตัวร้ายได้ เพราะในกระบวนการสกัดคาเฟอีนจะสกัดเอาสารเฟลโวนอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารอื่นๆ ที่ให้รสชาติกาแฟแท้ๆ ออกไปด้วย นอกจากจะอร่อยน้อยลงแล้วยังมีผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย

             ข้อควรปฏิบัติ

             เลี่ยงกาแฟที่ใช้หม้อต้มแบบสไตล์สแกนดิเนเวีย เพราะจะมีสารไดเทอร์พีนสูง เพิ่มระดับคอเลสเทอรอลในเลือด ควรเลือกกาแฟสำเร็จรูปที่ละลายน้ำ หรือชนิดกรองหยด และเอสเพรสโซ ซึ่งจะมีผลน้อยกว่า

             ถ้าต้องเลือกกาแฟสกัดคาเฟอีน ควรเลือกชนิดที่ใช้กระบวนการสกัดธรรมชาติ (Swiss Water Process)

             สำหรับผู้ที่เลี่ยงกาแฟอยู่แล้ว ไม่ควรหันมาดื่มเพียงเพื่อต้องการผลดีจากคาเฟอีน โดยเฉพาะคนที่ร่างกายไวต่อกาแฟ การดื่มอาจยิ่งเพิ่มผลเสีย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ กระเพาะหลั่งกรดออกมามากเกินควร ทำให้ปวดท้อง และเป็นสารขับปัสสาวะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่ดื่มกาแฟควรดื่มน้ำตามไปชดเชยด้วย

              ระวังสิ่งที่เติมลงในกาแฟ เช่น ครีม นมไขมันเต็ม น้ำตาล น้ำผึ้ง เพราะเท่ากับเติมพลังงานส่วนเกิน

              กาแฟมาตรฐาน 1 ถ้วย มีขนาด 5-6 ออนซ์หรือ 150-180 มล . แต่ที่ขายโดยทั่วไปนั้นมีขนาด 12 ออนซ์หรือ 360 มล . ซึ่งมากกว่าถึง 2 เท่า ดังนั้น ควรจำกัดการดื่มให้ไม่เกิน 5 ถ้วย ซึ่งเป็นปริมาณที่ใช้ในการศึกษาวิจัย

              สารคาเฟอีนเป็นสารธรรมชาติที่พบในอาหารอื่นด้วย เช่นใบชา เมล็ดโคลา โกโก้ ช็อคโกแลต น้ำอัดลมสีดำ และยาบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนเกินควร จึงต้องตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองเสมอ
            คะ หวังว่านักดื่มกาแฟคงไม่ผิดหวังกันข้อมูลในฉบับนี้ นะคะ

อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2555

9 วิธีเจ้านายรัก เจ้านายหลง (9 ways to impress your boss)

By Tee


อยากผ่านโปร เลื่อนขั้น ขึ้นเงินเดือน และโบนัสใจจะขาด ทำไงดีน๊า?
งานนี้ไม่ต้องพึ่งของดีกับรากราคะ!! เรามีคำแนะนำดีๆ จากคนเป็นเจ้านายมาฝาก
1. อย่าถาม ก็แค่ตอบ !

คนเป็นเจ้านายก็จะมีคำถามร้อยแปด ที่พนักงานทุกคนก็รู้คำตอบเหล่านี้ดีกว่าเจ้านายซะอีก มันอาจจะเป็นการง่ายกว่าที่จะเดินเข้าไปถามบอสเมื่อคุณไม่มั่นใจ แต่คราวหน้า ให้คุณถามตัวเองก่อนว่า " พวกเค้าจะมีคำตอบที่ดีกว่านั้นได้มั๊ย ? " แน่นอนว่า " ไม่ ! " ใครจะไปรู้จักงานของคุณดีเท่าคุณกันล่ะ หาความรู้ให้มาก เตรียมตัวให้พร้อมเสมอ และคิดให้กว้าง นั่นแหละคือสิ่งที่เจ้านายคุณต้องการ


2. มาพร้อมทางออก ไม่ใช่ปัญหา

มันเป็นสิ่งกวนใจคนเป็นนายอย่างสูงเมื่อลูกน้องเดินเข้าไปหาพร้อมกับปัญหาและคาดหวังคำตอบจากบอส อย่าเข้าไปปรึกษาปัญหากับนาย ถ้าคุณยังไม่มีทางออกที่เป็นไปได้ หลังจากที่คุณนั่งคิดใคร่ครวญหาทางออกนานถึง 10 นาทีเป็นอย่างต่ำ คิดดูสิ มันจะเท่ขนาดไหน ถ้าคุณเข้าไปปรึกษาปัญหายากๆ พร้อมกับเสนอหนทางแก้ไข เริ่ดซะไม่มีล่ะ
3. อย่ามาขอโทษ

คนทุกคนชอบให้คนอื่นๆ กล้ารับผิดในสิ่งที่ตัวเองทำ คุณต้องเผชิญหน้ากับความจริง การรับผิดชอบแค่เพียงเอ่ย ขอโทษ ตั้งแต่เริ่มแรก ทำให้คุณดูอ่อนแอ ครั้งต่อไปที่คุณทำผิด ให้คุณลองพูดถึงข้อดีหรือบทเรียนจากความผิดพลาดครั้งในนี้ พร้อมกับการแก้ไขปัญหา และแสดงความกระตือรือร้นในการปรับปรุงตัวของคุณ เจ้านายจะประทับใจและหันไปสนใจว่าคุณเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดครั้งนี้


4. เอาอารมณ์เก็บไว้ที่บ้าน

อย่าส่งอีเมล์แสดงความโกรธแค้น หงุดหงิด งุ่นง่านของคุณไปหาเจ้านายเด็ดขาด รวมไปถึงชื่อ MSN ด้วยนะ เมื่อคุณโกรธ หรือโมโห ให้เขียนอีเมล์ทันที แต่อย่าเพิ่งส่งไปนะ รอสัก ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นอ่านอีเมล์ฉบับเดิมนั้นซ้ำไปซ้ำมา สัก 9 -10 รอบ สังเกตอารมณ์ของตัวเอง คุณจะค่อยๆ เย็นลง เจ้านายจะชื่นชมวิธีการรับมือกับอารมณ์ของคุณ


5. พร้อมเสิร์ฟเสมอ

หลายๆ คน มันจะบ่นกับเพื่อนๆ หรือกับตัวเองอยู่บ่อยครั้งเมื่อถูกเจ้านายเรียกใช้ให้ทำสิ่งที่นอกเหนือ job description ว่า " ไม่ใช่งานช้านนนน....! หรือว่า ไม่ใช่หน้าที่ช้านนน...!!!!


ให้ถือซะว่ามันคือความท้าทาย บางทีอาจเป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และบอส ของคุณจะประทับใจในสปิริต ของคุณ จำไว้เสมอว่า คุณพร้อมที่จะช่วย
6. อย่าคิดตบตาบอส

จากปากของบรรดาเจ้านายบอกกับเราว่า บ่อยครั้งที่ ได้รับ SMS ลาป่วยจากพนักงาน ก็อดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาหรือเธอกำลังโกหก หรือแม้กระทั่งการแจ้งลาป่วยกับฝ่าย HR โดยไม่ผ่านบอสของคุณก่อน ก็ยิ่งน่าสงสัย คราวหน้า ช่วยฝืนสังขารแล้วโทรหานายคุณโดยตรงจะดีกว่าค่ะ


7. ตอบสนองเจ้านายคุณบ้างสิ !!

การสื่อสารในทีมแบบมีปฏิกิริยาตอบโต้กันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร ถ้าคุณรู้สึกดีๆ กับสิ่งที่นายคุณทำ ก็บอกกับเธอหรือเค้าซะเถอะ อย่างเช่น " ดิชั้นชื่นชมความคิดเห็นของคุณในการประชุมครั้งนี้ค่ะ " รับรองว่าเจ้านายคุณจะต้องมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับคุณแน่นอนค่ะ เพราะการตอบสนองในแง่บวกต่อการกระทำของเจ้านายคุณจะส่งแรงกระตุ้นต่อพฤติกรรม ทั้งยังพัฒนาสัมพันธ์ภาพในการทำงานของคุณกับเจ้านายคุณอีกด้วย แต่ขอบอกก่อนว่าต้องชมด้วยความรู้สึกจากใจนะ ไม่อย่างนั้นเค้าเรียกว่าประจบจ้า !


8. เลิกคร่ำครวญซะที

การที่คุณพร่ำบ่นไปกับทุกสิ่ง จะทำให้เจ้านายและเพื่อนร่วมงานเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย รำคาญ ในสายตาพวกเค้าคุณก็เป็นเฉกเช่น เด็กไม่รู้จักโต มีเรื่องอะไรนิด อะไรหน่อยก็โหวกเหวกโวยวายไม่รู้จักจบสิ้น เจ้านายคุณก็จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเรื่องไหนที่เป็นปัญหาที่แท้จริง ? เจ้านายจะให้ความเคารพคุณมากขึ้น ถ้าคุณรู้จักสงบและเลือกประเด็นปัญหาที่ใหญ่พอจริงๆ ขึ้นมาพูดคุยเพื่อถกประเด็นกันในที่ประชุม


9. กระตือรือร้นสม่ำเสมอ

ในที่ประชุมมักจะมีไอเดียและข้อแนะนำอะไรหลายๆ อย่าง แต่มันจะไม่มีประโยชน์อันใดเลยถ้าคุณไม่แสดงความรับผิดชอบต่อไอเดียของคุณอย่างกระตือรือร้น เลือกไอเดียดีๆ มาสักอย่างแล้วพยายามทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา คุณจะไม่ได้รับแค่เพียงคำชมแต่คุณจะได้กระเถิบเข้าไปสนิทชิดเชื้อกับเจ้านายมากขึ้น เพราะผลงานของคุณนี่แหละ

อ่านบทความทั้งหมด

การเตรียมตัวออกทริปท่องเที่ยว ด้วยจักรยาน (bicycletripthai)

By P'Sunant


ใกล้ปีใหม่เข้าไปทุกทีแล้ว ใครมีโปรแกรมไปเที่ยวไหนอะไรยังไงบ้างเอ่ย ยังไงก็ระมัดระวังการเดินทางกันด้วยนะครับ

วันนี้ผมเลยหยิบเรื่องของพี่นันมาลงซึ่งส่งมาแล้วสักพักหนึ่งอยากให้เป็นเรื่องสบายๆหลังจากอัดแน่นด้วยสาระไปหลายต่อหลายตอน ใครสนใจการปั่นจักรยานคลายเครียด ปั่นจักรยานท่องเที่ยว อย่ารีรอรีบกดไปหาความรู้โดนพลัน


การเตรียมตัวออกทริปท่องเที่ยว ด้วยจักรยาน (bicycletripthai)

1. จักรยานไม่ว่าจะใหม่หรือเก่าก่อนออกไปใช้ ควรตรวจตราดูความเรียบร้อยของรถเสมอ เช่น เบรกอยู่ในตำแหน่งของมันหรือเปล่า ยางอ่อนไปไหม อุปกรณ์บนตัวรถยังทำงานได้เป็นปกติไหม พูดง่าย ๆ ก็คือรถต้องพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่างนั่นเอง


2. อุปกรณ์ประกอบเมื่อซื้อมาแล้วอย่านำไปวางไว้เฉย ๆควรนำมาใช้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า-หลัง กระดิ่ง หรือพวกเครื่องป้องกันร่างกายเรา เช่น ถุงมือ ถุงแขน แว่นตา เพราะไม่ว่าทางจะใกล้หรือไกลมักเกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดได้เสมอ โดยเฉพาะหมวกกันน๊อคควรสวมใส่ให้เป็นนิสัย


3. ติดตั้งไฟหน้าด้วยสีขาวปรับให้ได้ระดับสายตาของรถคันหน้า แล้วเปิดให้กระพริบตลอดเวลา ส่วนไฟหลังติดตั้งไฟหลังสีแดงเปิดให้กระพริบตลอดเวลาเช่นกัน สำหรับเวลากลางคืน


4. ควรเตรียมอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและยาสามัญทั่วติดตัวกันไปบ้าง เพราะอุบัติเหตุกับนักจักรยานมักเลี่ยงกันไม่ค่อยพ้น เช่น ยาใส่แผลสด น้ำยาฆ่าเชื้อ ผ้าก๊อต พลาสเตอร์ ครีมหรือยาแก้เคล็ดขัดยอก ยาแก้ไข้ หรือพวกครีมกันแดด เป็นต้น


5. เมื่อรถเราพร้อมสำหรับการที่จะออกทริปแล้วเราก็ควรจะมีการวางแผนในการออกทริป แต่ละทริปด้วยถ้าเรามีการวางแผนที่ดี ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางหรือสภาพทางที่เราจะต้องขี่รถไป หรือสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวไปพักให้พอมีข้อมูลอยู่บ้างถึงแม้จะไม่สมบูรณ์ 100 % ก็ตาม ตรงนี้ก็จะช่วยเราได้มาก เพราะการวางแผนการเดินทางสำหรับจักรยานนั้นมีความสำคัญมาก เพราะการเดินทางด้วยจักรยานนั้น หากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดพลาดระหว่างการเดินทางแล้วจะทำให้เสียเวลาเป็น อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการหลงทาง ยางแตก อุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือรถมีปัญหา ดังนั้น ควรมีการวางแผนไว้บ้างน่าจะเป็นผลดีต่อการเดินทาง


6. สิ่งของหรืออุปกรณ์ที่จะนำไประหว่างการออกทริปตรงนี้ต้องบอกว่าแล้วแต่ลักษณะการออกทริปของเราว่าเป็นแบบใด เช่น จะใช้เวลาออกทริปกี่วัน จะพักกันแบบไหน และเมื่อได้รูปแบบการออกทริปแล้ว จึงจะมาจัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่ที่ต้องไม่ลืมเลยก็คือ ชุดเครื่องมือในการซ่อมแซมจักรยาน และอุปกรณ์ปะเปลี่ยนยาง สูบลมแบบติดรถ ยางในสำรอง แต่หากต้องเดินทางไกลกันจริง ๆ ไปกันหลายวัน หรือสภาพเส้นทางทุระกันดารกว่าปกติ เราอาจต้องเพิ่มเครื่องมือบางอย่างติดรถไปด้วย เช่น ตัวตัดต่อโซ่พร้อมสลักหรือข้อต่อสำรอง เครื่องมือถอดและขันชุดกระโหลก เป็นต้น ส่วนข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่น ๆ ที่ต้องติดตัวไปด้วยเสมอ เช่น ไฟฉาย ไฟแช็ค มีดพกขนาดเล็ก เชือก ผ้าสักผืนสองผืน น้ำมันหล่อลื่นโซ่


ส่วนใครใคร่จะนำอะไรติดตัวมากไปกว่าที่กล่าวมานี้ก็สุดแล้วแต่ตวามจำเป็น แต่ขอแนะนำสักนิด ว่าเราเดินทางด้วยจักรยานไม่ใช่รถยนต์ น้ำหนักที่เราแบกไปนั้น ควรจะน้อยที่สุดเอาเฉพาะของที่จำเป็นไปเท่านั้น เพื่อที่เราจะได้ไม่อ่อนล้ากับการแบกน้ำหนักเกินความจำเป็น


7. สำหรับการขี่ออกทริปเป็นหมู่คณะนั้นก็มีข้อดีคือเราสามารถแชร์เรื่องสัมภาระกันได้ โดยที่เราไม่ต้องแบกเครื่องไม้เครื่องมืออยู่เพียงคนเดียว หรือเครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างก็สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น พวกเต็นท์ ยางอะไหล่ เครื่องมือซ่อมรถทั่ว ๆ ไป



การเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานนั้น หากเราเดินทางใกล้ ๆ ประเภทไปเช้าเย็นกลับ หรืออาจต้องมีการค้างแรมแต่มีความสะดวกสบายพอสมควร หาของกินของใช้ได้ง่าย บางครั้งการสะพายเป้หลังเพียงใบเดียว เอาอุปกรณ์ข้าวของเพียงไม่กี่อย่างติดตัวไปก็พอเพียงแล้วสำหรับการ ออกทริปแต่ละทริป แต่สำหรับนักปั่นที่พิศสมัยการเดินทางด้วยจักรยานอย่างจริงจังและยาวนาน ประเภทที่ว่าขี่ในสไตล์ทัวร์ริ่งเป็นอาชีพ การเตรียมตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ และสำหรับนักปั่นประเภทนี้ การเลือกใช้รถจักรยานก็มีความจำเป็นที่ต้องเลือกประเภทที่เอื้ออำนวยต่อการ ทัวร์ริ่งเช่นกัน เช่นตัวรถต้องมีขนาดพอเหมาะ ไม่เล็กหรือบอบบางจนเกินไปเพราะเราคงหลีกเลี่ยงการบรรทุกสัมภาระไม่ได้

สำหรับคนที่หันมาท่องเที่ยวด้วยจักรยาน อาจจะบรรทุกมากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ทริป ซึ่งตัวรถเองก็คงต้องมีการดัดแปลง ปรับท่วงท่า หรืออาจติดตะแกรงเข้าไปเพื่อการนี้ จักรยานบางคันจึงมองดูเหมือนรถบรรทุกขนาดย่อม ๆ นี่เอง
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการจัดเตรียมข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมถึงจักรยานคู่ใจของเราแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวนักปั่นนั่นเองคงต้องยอมรับกันก่อนว่า การขี่จักรยานนั้นเป็นอะไรที่ไม่ได้สะดวกสบายอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ ทั้งตากแดด ตากลม บางครั้งตากฝน บางครั้งหนาวเสียจนแทบอยากจะทิ้งจักรยาน มันมีทั้งความเหน็ดเหนื่อย ความอ่อนล้า อันตราย จากรถที่ขับขี่ผ่านเราไปสารพัด แต่ในเมื่อรู้ทั้งรู้และยังมีความต้องการที่จะขี่จักรยานท่องเที่ยว เพื่อที่จะออกทริปได้อย่างสนุก


การเตรียมตัวหรือทำให้ ตัวเองแข็งแรงมีความฟิตอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งที่นักปั่นทั้งหลายพึงกระทำ เพราะถ้าเราไม่มีแรงปั่นลูกบันไดแล้ว สิ่งที่เราจัดเตรียมมาทั้งหมดก็ถือว่าไม่มีความหมายอันใด พาลทำให้เที่ยวไม่สนุกอีกต่างหาก แต่ถ้าเราแข็งแรงมีแรงปั่นลูกบันไดได้เป็นวัน ๆ สิ่งที่เราได้จากการขี่จักรยานท่องเที่ยวจะเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ไม่รู้ ลืมเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีความภูมิใจในตัวเองอีกด้วย





อ่านบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หอหล่อเย็น (Cooling Tower)


โดย น้องนุ่นและน้องเกมส์




ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเลยว่าช่วงนี้มีคนส่ง Blog มาให้ลงเยอะมากๆๆๆ ต้องขอขอบคุณทุกคน และ ต้องขอโทษด้วยที่บางเรื่องที่นานแล้วยังไม่ได้เอามาลงสักที และที่ส่งใหม่ๆอย่าเพิ่งท้อใจไปว่าส่งมาแล้วไม่เห็นลงให้เพราะมาพร้อมกันเยอะดังนั้นต้องขอเลือกนิดนึงก่อนนะครับ
สำหรับบางเรื่องอาจมีเนื้อหา น้อยไปนิด หรือ อาจติดเรตไปบ้าง เรื่องของบางคนจึงอาจไม่ได้ลงก็ไม่ต้องเสียใจไป
ว่าแล้วก็เข้าเรื่องเลยดีกว่า....

ในโรงงานอุตสาหกรรมเคมี เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้น้ำร้อนที่ผ่านการถ่ายเทความร้อนมาจากกระบวนการผลิต (Process) ที่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchanger) มาทำให้น้ำนั้นเย็นลง โดยใช้หลักการให้น้ำร้อนนั้นถ่ายเทความร้อนและมวล (Heat and Mass Transfer) กับอากาศ

หลักการถ่ายเทความร้อนของ Cooling Tower



ใช้การระเหยของน้ำในขบวนการ เป็นการแลกเปลี่ยนความร้อนมีการสูญเสียน้ำไปส่วนหนึ่ง แต่น้ำส่วนใหญ่นำกลับมาใช้ได้อีก ขบวนการถ่ายเทความร้อนใน Cooling tower แบ่งเป็น 2 ส่วน

1. การถ่ายเทความร้อนแฝง (Latent Heat) จากการระเหยของน้ำไปสู่อากาศที่ยังไม่อิ่มตัว

2. การถ่ายเทความร้อนสัมผัส (Sensible Heat) จากอุณหภูมิน้ำที่สูงไปสู่อุณหภูมิของอากาศที่ต่ำกว่า


ระบบการระบายความร้อนด้วยน้ำมี 3 ลักษณะ คือ

1. Once Through Cooling System

เป็นระบบสูบน้ำจากแหล่งน้ำ นำไปหล่อเย็นแล้วปล่อยทิ้งเลย โรงงานที่ใช้ระบบนี้จะต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งมีปริมาณน้ำเพียงพอกับการใช้งาน
2. Open Recirculating Cooling System

ระบบนี้เป็นการนำเอาน้ำหมุนเวียนมาใช้อีก ฉะนั้นจึงต้องมีหอระบายความร้อน(Cooling Tower) ระบบนี้จะประหยัดน้ำและสารเคมีมากกว่าการใช้ Once Through Cooling System เป็นระบบที่ใช้ทั่วไปในโรงงาน

3. Closed System

เป็นระบบปิดมีการสูญเสียน้ำน้อยมาก แต่การระบายความร้อนจากน้ำทิ้งต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเติม ตัวอย่างของระบบนี้เช่น หม้อน้ำรถยนต์ เป็นต้น



ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงาน

1. การแตกตัวของละอองน้ำ แตกตัวมากถ่ายเทความร้อนได้มาก

2. พื้นที่แผงกระจายละอองน้ำ ถ้ามากจะเพิ่มโอกาสสัมผัสกับอากาศมากขึ้น

3. ปริมาณอากาศ ถ้ามากจะเพิ่มอัตราการถ่ายเทความร้อน

4. อุณหภูมิกระเปาะแห้งของอากาศ ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกปริมาณความชื้นในอากาศ



ประเภทของ Cooling Tower

1. Natural Draft Tower

เป็นแบบง่าย ใช้อากาศหมุนเวียนตามธรรมชาติ ในแนวนอนผ่านแผงกระจายน้ำ และฉีดน้ำจากด้านบน มีขนาดใหญ่ ลงทุนสูงใช้พลังงานน้อย แต่ไม่สามารถควบคุมการทำงานของระบบได้

2. Mechanical Draft Tower

ใช้พัดลมทำให้อากาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง มีขนาดเล็ก ถ่ายเทความร้อนได้ดี ควบคุมง่าย แบ่งย่อยออกเป็น 2 แบบคือ

2.1 Force Draft Tower
มีการเป่าอากาศเข้าไปสัมผัสกับน้ำที่ไหลลงจากด้านบน ตามธรรมชาติ มีแบบ

- Cross flow คือ เป่าอากาศทางด้านข้าง



- Counter flow คือ เป่าอากาศเข้าทางด้านล่าง



มีทั้งแบบ Single-cell และ Multi-cell โดยตัว Casing อาจทำจาก Polyester, คอนกรีต หรือแผ่นเหล็ก

การเป่าอากาศแบบ Cross flow
2.2 Induced Draft Tower

2.3 เป็นแบบใช้พัดลมดูดอากาศออก มี 2 แบบ

2.4 1. Cross flow

2.5 2. Counter flow มีการถ่ายเทความร้อนคงที่ เนื่องจากมีอัตราการไหลของอากาศสม่ำเสมอควบคุมง่าย มีข้อเสียคือไม่สมารถใช้ระบายความร้อนให้กับสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนได้


การเป่าอากาศแบบ Counter flow

ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระบบน้ำหล่อเย็น มีดังนี้

1. Corrosion

เป็นปฏิกิริยาทางไฟฟ้าเคมี มีผลทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อโลหะ ทำให้อายุการใช้งานของอุปกรณ์สั้นลง สาเหตุการเกิดมีหลายประการดังนี้ - โลหะต่างชนิดกันสัมผัสกัน

- pH ของน้ำไม่ได้เป็นกลาง - -- --

- ความเครียดของโลหะไม่เท่ากัน

- คุณสมบัติของน้ำ

การป้องกันและแก้ไข

- ใช้โลหะที่ทนทานต่อการกัดกร่อน

- ใช้โลหะอื่นที่ผุกร่อนได้ง่ายกว่าผุแทน

- ปรับสภาพของน้ำ

- ใส่สารเคมีลงไปเพื่อทำให้เกิดฟิล์มเคลือบที่ผิวโลหะ

2. Scale(ตะกรัน)

ที่พบเห็นโดยทั่วๆ ไปได้แก่ CaCO3(หินปูน) สาเหตุการเกิดมีหลายประการดังนี้

- ความเข้มข้นของปริมาณของแข็งที่ละลายในน้ำ มีค่าเกินจุดอิ่มตัว

- ผิวของโลหะถ้าหยาบจะเกาะติดได้ง่าย

- ผลึกที่เกิดใหม่จะไม่แข็งแรง ถ้าทิ้งไว้นานจะแข็งแรงขึ้น

การป้องกันและแก้ไข

- ใส่สารเคมีลงไปแทรกแซงการเกิดผลึก

- ใส่สารเคมีลงไปทำให้ตะกอนต่างๆที่อยู่ในน้ำเกิดการละลายน้ำได้มากขึ้น

3. Foulant

ค่าของแข็งต่างๆ ที่แขวนลอยอยู่ในน้ำที่พบมากคือสนิมเหล็ก, ฝุ่นละออง จะต่างจากตะกรันคือ มีลักษณะนิ่ม ล้างออกได้ง่ายเป็นตัวการทำให้เกิดสนิม และยังไปลดประสิทธิภาพของสารเคมีที่เติมเข้าไป สาเหตุการเกิดมีหลายประการดังนี้ - อัตราการไหลและลักษณะการไหลของน้ำ

- ชนิดของโลหะ

การป้องกันและแก้ไข

- กรองเอาสารแขวนลอยในน้ำออก

- ทำให้น้ำมีการไหลแบบปั่นป่วนมากขึ้น

- เปิดให้น้ำไหลย้อนทิศทาง

- เป่าอากาศเข้าไปยังจุดอับ

4. Microbiological Growth

เชื้อจุลินทรีย์ทั้งหลายสามารถเจริญเติบโตได้ดีในระบบน้ำหล่อเย็น เพราะมีอาหารพียงพอ อุณหภูมิพอเหมาะ เชื้อจุลินทรีย์แบ่งได้เป็น 3 ชนิดคือ - ตะไคร่น้ำ การเจริญเติบโตต้องอาศัยออกซิเจนและแสงแดด

- เชื้อรา การเจริญเติบโตต้องอาศัยอาหาร, ออกซิเจน และ ความชื้น - แบคทีเรีย มีทั้งชนิดที่อยู่ได้โดยไม่มีออกซิเจน และต้องใช้ ออกซิเจน

การป้องกันและแก้ไข

- ใส่สารเคมีลงไปฆ่าเชื้อ

- ใส่สารเคมีลงไปเพื่อทำให้เมือกที่เกิดขึ้นหลุดลอยไปกับน้ำได้
อ่านบทความทั้งหมด