วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปั่นให้ไกล ไปให้ถึง 100 กม.

โดย. พี่โหน่ง.....สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน



หากคุณใช้เวลาหลังพวงมาลัยรถสัก 100 กม. คงเป็นเรื่องเล็กน้อย แสนง่ายดาย แต่เมื่อคุณอยู่บนอานจักรยานนั้น ทุกอย่างต้องผ่านการเตรียมตัว เตรียมใจ และหัวใจที่หาญกล้าพอจะไปท่องเที่ยวกับจักรยานคุณ ท่ามกลางสายลม แสงแดด ตลอดระยะทาง 100 กม. นี้ แต่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญแต่ใดเลย สำหรับนักปั่นน่องเหล็กผู้โชกโชนประสบการณ์หรือคนที่เริ่มจริงจังกับการปั่นจักรยานมาสักระยะหนึ่งจะรู้ได้ทันทีเลยว่า มันสามารถเป็นไปได้ แต่ถ้ามือใหม่หัดปั่นแล้วอยากจะลองดู วันนี้เรามีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาบอกเพื่อที่คุณจะได้ปั่นทะลุ 100 กม. ใน 1 วันอย่างง่ายดาย

เตรียมตัวให้ฟิต วางแผนให้ดี ก่อนออกไปปั่นจักรยาน
        การเตรียมและวางแผนสำคัญมากในทุกๆ เรื่อง การปั่นจักรยานก็เช่นกัน คุณจะต้องคำนวณเวลาดูว่าวันนี้จะปั่นโดยใช้เวลาประมานกี่ชั่วโมง ศึกษาเส้นทาง ใช้ความเร็วเท่าไรในการปั่นเท่าใด ตัวอย่างเช่น วันนี้คุณจะปั่นสัก 100-120 กม. คุณใช้ความเร็วประมาณ 20-25 กม./ชม. คุณก็ต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชม.ขึ้นไปอยู่แล้ว จึงต้องเผื่อจุดพัก จุดกินข้าว เข้าห้องน้ำ ไว้ให้ดี ที่สำคัญควรเลือกเวลาในการเริ่มต้นปั่นด้วยว่าเราจะออกไปปั่นเวลากี่โมง และจะกลับถึงที่พักหรือบ้านเวลากี่โมง ไม่ต้องซีเรียสว่าทุกอย่างต้องเป๊ะไปตามแผนนะครับ เพราะทุกอย่างมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไปหรอก เอาแค่พอยืดหยุ่นได้ มีกำหนดการคร่าวๆ ก็พอ





 ดื่มน้ำเยอะๆ
        อันนี้น่าจะไม่ต้องบอกอะไรกันมากมาย เพราะเราทุกคนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกาย ยิ่งเวลาเราออกกำลังกายที่ร่างกายสูญเสียเหงื่อด้วยแล้วยิ่งจำเป็น ดังนั้น เวลาปั่นจักรยาน ร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำมากๆ ควรจิบน้ำบ่อยๆ เวลาปั่นให้ติดเป็นนิสัย หนึ่งในวิธีทดสอบง่ายๆ ว่าร่างกายของเราได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ คือระหว่างทางเวลาเราแวะปัสสาวะ ให้สังเกตสีของมัน หากเป็นสีเหลืองเข้ม แสดงว่าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ควรชดเชยน้ำให้ร่างกายอย่างเพียงพอ โดยเวลาปั่นควรจิบน้ำให้ถี่ขึ้นอีก



กินให้เยอะๆ (ระหว่างปั่น)
        ขณะที่ร่างกายของคุณกำลังเผาผลาญพลังงานด้วยการปั่นนั้น อย่าคิดว่าเอ้ย !! ไม่กินดีกว่า จะได้ลดความอ้วนได้เร็วๆ ด้วย คิดผิดแล้วครับ คุณต้องพยายามกินให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะเป็นพวกของว่างอย่าง ขนม นมเนย น้ำอัดลม หรืออะไรหวานๆ ก็ได้ ที่ให้พลังงานสูง ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพราะรถยังต้องใช้น้ำมัน เราเองก็ต้องการเชื้อเพลิงให้ร่างกายเช่นกัน เพราะถ้าร่างกายคุณขาดพลังงานมากเกินไปแล้ว คุณอาจจะน็อกหรือเกิดอาการแบบหมดแรงเอาดื้อๆ ทั้งๆ ที่ตัวคุณคิดว่ามันยังไหว จะเหมือนหลับกลางอากาศเอาได้


อาหารกลางวัน (ทุกมื้อที่กินระหว่างปั่นสำคัญมาก)
        หากคุณออกเดินทางตั้งแต่เช้า แน่นอนว่า พอตกเที่ยงจะต้องรีบหาข้าวเที่ยงกิน บางคนอาจจะบ่นเอ้ย!! ยังไม่หิวเลย เพิ่งจะกินมาเมื่อเช้านี้เอง อย่าครับอย่า เพราะนั่นอาจทำให้คุณไม่ได้ไปต่อกับเพื่อนร่วมทาง การแวะรับประทานอาหารเที่ยง ควรทานให้มากๆ และควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ไม่ต้องกลัวอ้วนครับ แล้วนาทีนี้ ทานให้มากเท่าที่คุณจะทำได้ ผลดีของมันนั้นไม่ได้มีเฉพาะระหว่างปั่นจักรยานที่ทำให้คุณมีแรงเท่านั้น แต่มันจะส่งผลดีหลังจบการปั่นไปแล้วด้วย เพราะมันจะทำให้เราไม่รู้สึกอ่อนเพลียมากเกินไปจากการปั่นจักรยานทางไกลนานๆ แต่นิดนึงครับ ควรนั่งพักสัก 30 นาที ให้ร่างกายได้ย่อยและดูดซึมไปบ้างก่อนออกไปปั่น ไม่งั้นคุณอาจนั่งจุกบนหลังอานได้



 สุดท้าย...ใจเท่านั้นครับ!!
        เมื่อคุณเริ่มปั่นมาได้สักครึ่งทางหรือปกติคุณเคยปั่นซ้อมที่ 40-50 กม.ทุกวัน แต่นี่คุณต้องปั่นถึง 100 กม. แน่นอนว่า ความเมื่อยล้าย่อมเพิ่มเป็นสองเท่า เมื่อคุณพักแวะทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย ความเหนื่อยล้าอาจเริ่มถามหา ความเมื่อยจะทำให้คุณเบื่อ ลมที่พัดตีหน้าสร้างความรู้สึกอยากนอน แท็กซี่ที่อาจจะวิ่งผ่านในเส้นทางนั้น สองแถวที่ดูว่างเปล่าช่างชี้ชวนให้ยกจักรยานขึ้นไปเหลือเกิน หรือจะมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย สุดท้าย ใจคุณต้องนิ่ง เด็ดขาดกับการตัดสินใจว่าจะอยู่บนอานจักรยานนี้จนครบ 100 กม. เมื่อคุณชนะใจตัวเองได้คุณจะสามารถชนะทุกสิ่งอย่างได้ สู้ๆๆ ครับ

 สำคัญที่สุด ….
        อย่ายึดติดว่าจะต้องปั่นให้เร็วเท่าคนนั้น เท่าคนนี้ ต้องทำเวลาให้เร็วกว่าคนอื่น รถจักรยานเราทำมาแพง จะมาปั่นแบบให้รถถูกๆ แซงได้ยังไง?? ถ้าคิดแบบนี้เมื่อไหร่ นั่นคือคุณกำลังลืมไปว่า จักรยานคือหนึ่งในพาหนะที่ช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตช้าลง ซึมซับกับสิ่งรอบข้างระหว่างทางให้มากขึ้น จักรยานจะช่วยสร้างโลกใบใหม่ที่เราไม่ต้องไปเร็วเหมือนใคร แต่เราก็มีความสุขได้ อย่าลืมแวะถ่ายรูปอัปอินสตาแกรมระหว่างทางที่คุณผ่านไปด้วยนะ …. 
อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สติ กับ การทำงาน

By Nick



วันนี้มีโอกาสดีที่จะได้มาเขียน Blog เองบ้าง เพราะช่วงนี้ฝ่ายผลิตของเรากำลังเจอกับปัญหาหนักและใหญ่อยู่ข้อหนึ่งคือ เกิดความผิดพลาดในการทำงานจาก คน หรือ Human Error

ซึ่งเราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ความผิดพลาดที่เกิดจากคนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่อะไรหล่ะที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดความผิดพลาดเหล่านั้นขึ้น?

เท่าที่ผ่านการหาสาเหตุของเหตการณ์ต่างที่เกิดจากคนนั้นพบว่า มีข้อหนึ่งที่ตรงกันคือ

สติในการทำงาน ณ ตอนนั้น หายไป

สติ แปลว่าความระลึกได้ เอาง่ายๆคือ รู้ตัวอยู่เสมอ



การมีสติในการทำงานนั้น ไม่ยากนัก แค่ก่อนทำให้คิดถึงว่าเรากำลังจะทำอะไร จะเกิดสิ่งใด เพียงเท่านี้ ก็จะเกิดสติก่อนการทำงาน

การทบทวน WI ก่อนการทำงานเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่ง เพราะ เราจะรู้ว่าทำอะไรก่อน อะไรหลัง รวมถึงการทำงานโดยใช้ WI จะเป็นการให้สติอย่างดีว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เพราะงานที่เราทำนั้นมีหลากหลายมาก ขั้นตอนปลีกย่อยทั้งหลาย เชื่อว่า ไม่มีใครสามารถจำมันได้ทั้งหมด หลายคนอาศัยความชำนาญว่า ต้องทำอะไรก่อน อะไรหลัง ยิ่งกว่านั้น คือ อาศัยความเคยชินในการทำงาน
อย่างหลังนี่อันตรายมากที่สุด เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากความเคยชินแทบทั้งสิ้น

อะไรหล่ะ คือ สิ่งที่ทำให้เราขาดสติในการทำงาน

สิ่งที่ทำให้เราขาดสติในการทำงานนั้นมีมากมาย แค่คิดว่าสิ่งที่ต้องทำต่อไปคืออะไร แค่นี้ก็สามารถทำให้ใจเราหลุดลอยไปถึงงานต่อไปได้แล้ว เมื่อใจเราลอยไปหางานถัดไปสติกับงานปัจจุบันก็จะขาด และร่างกายจะทำไปด้วยความเคยชิน และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด

อีกอย่างหนึ่ง คือ สิ่งเร้าภายนอก เช่น ความหิว/มีการเรียกมาจากเพื่อนร่วมงาน/ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน สิ่งที่กล่าวมาสามารถทำให้ใจเราหลุดลอยออกจากงานที่ทำปัจจุบันและทำให้ไม่มีสติกับการทำงานที่ทำอยู่ตรงหน้าได้ จะเห็นได้ว่าสตินั้นมีปัจจัยให้หลุดออกจากงานที่ทำตรงหน้าได้หลายอย่างมาก

แล้วอะไรจะมาช่วยให้เรามีสติกับการทำงานได้???

1. การวางแแผนการทำงานก่อนเริ่มงาน

หลายครั้งที่มีโอกาสร่วมการส่งกะหรือประชุมกะ พวกเราแทบทั้งหมดจะทราบถึงงานใหม่ๆที่มีการอัพเดท หรือ งานต่างๆส่งต่อกันมาจากกะก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้จะถูกพูดถึงในการส่งกะ และเราทีมงานทุกคนจะทำการจดหรือบางคนจำ เพื่อให้ทราบว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่มีหลายคนที่สามารถทำอย่างหนึ่งได้ นั่นคือ Checklist ว่างานวันนี้เราต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งมีทั้งงานรูทีนและงานใหม่ สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่คอยเคือนสติเราว่าต้องทำอะไรบ้าง

2. เรียงลำดับความเร่งด่วนและสำคัญ

การทำงานที่เรียงลำดับความสำคัญและเร่งด่วนจะทำให้ทำงานได้อย่างมั่นใจและไม่เกิดความกังวลเพราะบางครั้งหากเราเกิดอาการ หลุด ลืมงานสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จภายในกะเราไปเมื่อเวลาใกล้หมดจะทำให้เราเกิดการรีบเร่งในการทำงาน ซึ่งเพิ่มโอกาสในการผิดพลาดได้ ดังนั้นอย่าลืมเรียงลำดับความสำคัญในการทำงานด้วย

หัวหน้างานต้องมีส่วนช่วยเหลือและสอนทีมงานในการเรียงลำดับความสำคัญ เพื่อให้ทราบถึงปริมาณงานของทีมงาน และจะได้วางแผนกระจายงานที่ สำคัญ ออกไปให้ไม่กระจุกอยู่ที่คนใดคนหนึ่ง เพื่อที่จะได้ลดความเร่งร้อนในการทำงาน อันเนื่องมาจากความไม่รู้ว่างานไหนสำคัญกว่ากัน เร่งร้อนเพื่อที่จะทำทุกอย่างให้เสร็จ

3. ทบทวน WI ก่อนทำ และ ใช้ WI ในการทำงาน

การทบทวน WI เป็นการเตือนสติเราว่าเราต้องทำอะไรบ้างซึ่งเป็นเหมือนการบอกตัวเองครั้งหนึ่งก่อน และเมื่อถึงเวลาทำงานโดยใช้ WI/Checklist จะทำให้เราทำงานอย่างมีสติถูกต้อง และลดโอกาสความผิดพลาด

จากการสังเกต มีหลายคนที่ใช้ WI ในการทำงานได้ดีคือ ทำไปเชคไป กับอีกส่วนหนึ่งที่เรียกได้ว่าใช้ WI แค่เพื่อให้ได้ชื่อว่าใช้ คือทำไปจนจบแล้วมาเชค แบบนี้เราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการใช้ WI

ซึ่งอยากฝากทุกคนเรื่องทัศนคติในการทำงานข้อหนึ่งไว้ว่า

ทีมงานมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทีมงานการทำงานได้รวดเร็วหรือเก่งกาจ แต่คือ ทีมงานที่สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามวิธีการและปลอดภัย ;)

4. จำกัดปัจจัยภายนอก และ หลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ข้อสี่นี้อยากให้ทุกคนฝึกปฏิบัติกันให้ดี เพราะ สาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีนี้ มีข้อนี้เป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น

การจำกัดปัจจัยภายนอก แปลง่ายๆคือ ให้ความสำคัญกับงานที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าที่สุดเสมอ นั่นคือ การมีสติในการทำงานตรงหน้านั่นเอง รู้ว่ากำลังเปิดวาล์ว รู้ว่าจะต้องปิดวาล์ว รู้ว่าการกระทำในแต่ละขั้นตอนจะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เราทำ

- สิ่งที่เข้ามาภายนอก เช่น เพื่อนหรือหัวหน้าเรียก เราต้องบอกให้รอก่อนสักครู่หนึ่ง ให้สิ่งที่ต้องทำตรงหน้าลุล่วงไปก่อน หรือ หากเป็นสิ่งเร่งด่วน เราต้องรู้ว่างานที่ทำนั้น หยุดตรงไหนถึงจะปลอดภัย

- ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น ความหิว เวลาเลิกงาน หรือ ตารางงานอักแน่นให้ เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการวางแผนการทำงาน. หากงานมีปริมาณมากเราต้องแจ้งให้หัวหน้าทราบ ขอความช่วยเหลือ หรือหาทางแก้ไข อย่าพยายามทำงานเกินกำลัง หรือ รีบร้อนทำงาน ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะงานเยอะจึงต้องรีบเคลียงาน นี่เป็นทัศนคติในการทำงานที่ผิด

หลีกเลี่ยงความเสี่ยง

เป็นทัศนคติในการทำงานอีกข้อหนึ่งที่สามารถทำให้เราทำงานอย่างมีสติได้ เช่น บริเวณที่จะเข้าไปทำงานไปลอดภัย หรือ ไม่สะดวก ให้เราทำการแก้ไขให้ดีก่อนที่จะเข้าไปทำงาน อย่าฝืน เพราะใจเรานั้นจะไปพะวงกับความปลอดภัยในการทำงานของตัวเองจนสติของเราไม่อยู่กับงานที่ทำได้

หากมีความจำเป็นต้องทำงานในที่ๆมีความเสี่ยง ต้องหันมาปรึกษากับหัวหน้างาน เพื่อให้ทราบถึง อันตรายและโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพื่อหาทางเพื่อลดความเสี่ยงนั้นและในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินว่าใครจะต้องทำอะไร

แต่ดีที่สุด คือ ไม่ทำงานแบบมีความเสี่ยง เพราะ ผลกระทบนั้น ไม่มีใครในทีมงานเราสามารถรับได้คนเดียว ผลกระทบที่เกิดขึ้น ส่งผลถึงทั้งบริษัท


เชื่อว่าหากทีมงานของเราทุกคนสามารถทำได้อย่างข้างบนแล้ว โอกาสความผิดพลาดในการทำงานของพวกเราจะลดลง และเป็นการฝึกให้เรามีสติอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

อะไรที่พลาดไปแล้วเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ แต่เราเรียนรู้จากมันได้

อ่านบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปวดหลัง ปัญหาใหญ่ของวัยทำงาน

By โก๋



อาการปวดหลังเคยมาเยื่อนคุณบ้างไหม ถ้าไม่เคย คุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีมากๆ เพราะจากตัวเลขผู้เข้าใช้บริการโรงพยาบาลจากสำนักงานกองทุนเงินทดแทนพบว่ากลุ่มคนทำงานเป็นกลุ่มที่ปวดหลังบ่อยจำนวนพอๆ กับผุ้สูงอายุเลยทีเดียว

อาการปวดหลังนั้นมีหลายสาเหตุ แต่หากสงสัยว่า อาการปวดหลังที่ประสบอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับการทำงานแล้วล่ะก็ ลองพิจารณาดูปัจจัยต่อไปนี้

• ปวดหลัง หลังจากการทำงานที่ต้องนั่งนาน หรือมีท่าการทำงานท่าเดียวนานๆ มีการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง เช่น บิดเอี้ยวตัวอย่างแรง และเร็ว จนอาจทำให้กระดุกสันหลัง แอ่น โค้งหรือบิดงอได้ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลัง

• มีอารมณ์เครียดจากการทำงาน เป็นระยะเวลานาๆ เรื่องของอารมณ์นี้ คุณคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลัง แต่กายและจิตใจเชื่มต่อกัน ความเครียดของคุณส่งผลต่อการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

• อาการปวดหลัง เกิดหลังจากยกของหนัก หรือขนย้ายสิ่งของด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ก้มตัวลงมาหยิบของ แล้วยืดขึ้นทันที หรือเอี้ยวตัวรับของ รวมทั้งกรณีที่ต้องแบกรับน้ำหนักที่มากเกินไปเป็นเวลานานๆ

• ลักษณะการทำงาน ต้องคุกเข่า คลาน ปีน หรือขึ้นลงบันไดเป็นเวลานานๆ หรือเป็นประจำ เอื้อต่อการปวดหลังมากขึ้น

• ปวดหลังเพราะร่างกายขากความยืทดหยุ่น ขาดการออกกำลังกายนานๆ จนกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ส่งผลไม้เมื่ออยู่ในท่าใดนานๆ จะเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย

เมื่อสงสัยว่าอาการปวดหลังที่พบเห็นนั้น อาจจะมาจากการทำงาน เพราะลักษระงานเอื้อต่อการปวดหลังอย่างมาก บางคนต้องนั้งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานกว่าวันละ 8 ชั่วโมง อยุ่ทำโอทีอีก 3 -4 ชั่วโมงหลังเลิอกงาน หรือเข้าสู้ช่วงงานเร่ง ต้องทำงานล่วงเวลา และการทำงานสมัยนี้หลายคนก้ต้องอาสัยอินเตอร์เน็ตเพื่อการติดต่อสื่อสาร หรือหาข้อมูล ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนั่งเป็นเวลานานๆ

อาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ นั้น ส่วนมากมักมาจากการปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากล้ามเนื้อต้องเกร็งตัว โดยฌฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณหลังต้องใช้พลังงานที่สพสมเอาไว้ไปกับการเคลื่อนไหวเมื่อพลังงานสะสม ก้เริ่มออกอาการ คือ เมื่อยล้า ถ้าเริ่มรู้สึกปวแหมื่อย ลองเปลี่ยนท่า แปลี่ยนอิริยาบถพักผ่อนบ้าง เอนหลังพิงพนักแล้วหลับตา หรือลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังเล็กๆ น้อยๆ พอให้เปลี่ยนท่าทางบ้าง กล้ามเนื้อก็จะสดชื่นขึ้นมา

แต่ส่วนใหญ่แล้ว ปัยหาคือทำงานเพลิน ทำงานไปเรื่อยจนลืมอาการปวดหลัง จึงไม่ได้ลุกออกมาเปลี่ยนท่าทาง นั่นหมายความว่ากล้ามเนื้อเราก็ต้องทำงานต่อเนื่องยาวนานเช่นกัน ความผิดปกติ จึงเพิ่มจากเมื่อยล้าล้าเป็นปวดหลัง อาจมีอาการแข็งร่วมด้วย เพราะกล้ามเนื้อเกร็งตัว จนขาดเลือดไปเลี้ยงมีกรดแลคติดสะสมในกล้ามเนื้ออันเกิดจากความเนื่อยล้า อาการนี้สะสมยาวนาน จะกลายเป้นปัยหาต่อการทำงานได้ เพราะกล้ามเนื้อจะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพเรื่อยๆ

ดังนั้น เมื่อเริ่มมีอาการปวดหลัง อย่านิ่งนอนใจ แล้วปล่อยให้ร่างกายต้องทนรับสภาพกล้ามเนื้ออ่อนล้า เพราะเพียงแค่คุณสละเวลาแก้ปัยหาปวดหลังตั้งแต่ยังไม่เริ่มอาการหนักก้จะช่วยได้เยอะโดย

1. เปลี่ยนท่าทาง : กฏเหล็กของการทำงานคือ ไม่ควรทำงานด้วยท่าหนึ่งท่าใดนานๆ ต้องเปลี่ยนท่าอยู่เรื่อยๆ หรือปล่อยเอนหลังให้กล้ามเนื้อได้พักผ่อนบ้าง

2. ออกกำลังกายท่าง่ายๆ : ถ้าเมื่อย เหนื่อยล้า ลองลุกมายกแขน ขา เหมือนท่ากายบริหารสมัยเด็กๆ เช่น ท่าหมุนคอ ท่าก้มแตะ หรือท่าเขย่งปลายเท้า สามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ทั้งนั้น โดยแต่ละท่าควรทำค้างไว้สัก 5 วินาที

3. คลายปวดด้วยการประคบรอ้น : หากอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้นสามารถใช้การประคบร้นช่วยได้โดยหาซื้อ Cold/Hot pack ติดไว้ที่ทำงาน เมื่อเริ่มอาการปวดหลัง ให้นำแผ่นเจลแช่น้ำร้อนแล้วนำมาประคบบริเวณที่ปวด สัก 10 – 20 นาที วิธีนี้ใช้ได้ดีทั้งปวดหลัง ปวดไหล่ และถ้าวันไหนปวดหัว มีไข้ก็ยังนำไปแช่ตู้เย็น ทำเป้นแผ่นประคบเย็นได้

4. หมอนสารพัดประโยชน์ : ในที่ทำงานถ้าสามารถหาหมอนอิงสักใบ มาไว้แก้เมื่อยจะช่วยได้มากหวกปวดหลังให้นำหมอนมารองบริเวณที่มีอาการปวด รองแถวๆ บั้นเอว จะช่วยได้ หรือหากเก้าอี้เตี้ยเกินไป ทำให้ต้องโน้มตัวไปทำงาน ก็ให้เปลี่ยนหมอนมารองนั่ง เพิ่มความสูงขึ้นมาให้พอดี

นอกจากวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น ป้องกันกันอาการปวดหลังแล้ว ต้องลองพิจารณาอุปกรณ์ที่เราทำงานด้วย เช่น ขนาดของโต๊ะ และเก้าอี้เหมาะกับสรีระของเราหรือไม่ ความสูงของเก้าอี้และโต๊ะ ควรได้ระดับที่แขนวางเป็นมุมฉากกับลำตัวพอดี ปรับคอมพิวเตอร์ให้จออยู่ในระดับสายตัว ส่วนแป้นคีย์บอรืดควรอยู่ในระดับข้อศอกจะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์ ส่วนเมาส์ ถ้าใช้แบบไร้สายได้ ก้จะเคลื่อนไหวได้อิสระขึ้น เมื่อปรับท่าทางอย่างดีแล้ว ก็ทำงานได้เต็มที่แต่ไม่ควรเกิน 1 ซม. ต้องลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

ชีวิตทำงาน กินเวลาไปกว่าครึ่งของชีวิตเรา ถ้าหากทำงานแล้วส่งผลให้เจ็บป่วย เมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว นอกจากงานไม่ดีแล้ว รายได้จากการทำงาน ยังต้องเตรียมไว้ให้กับค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

รักจะเป็นคนทำงานที่ฉลาด อนาคตไกล ต้องใส่ใจสุขภาพตัวเองเท่าๆ กับงาน

ที่มา : นิตสาร ใกล้หมอ

ตอนนี้มีเรื่องที่รอลงอยู่เยอะพอสมควรเลยครับผม มีหลายๆคนมาถามว่าเมื่อไหร่จะลงต้องขอบอกว่าอดใจรอกันนิดนึงนะครับ

นิคพยายามเกลี่ยๆเรื่องไม่ให้อารมณ์มันซ้ำๆ เปลี่ยน แนวทุกๆอาทิตย์ จะได้หลากหลายครับ สำหรับเรื่องที่รอลงอยู่ดูจากรูปด้านล่างได้เลยที่สีเขียวๆคือรอลงครับ


อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การพัฒนาตนเองสู่ความเป็นผู้นำ

By Anusorn


วันนี้พี่เกียรติชายมีเรื่องของการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้นำมานำเสนอ ใครอยากพัฒนาตัวเองเป็น Sup ในอนาคตเข้าไปอ่านกันเล๊ยยย

1.ต้องรู้จักตนเองเป็นอย่างดี ผู้นำที่ดีจำเป็นต้องรู้จักตนเอง รู้ว่าผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชามีความคาดหวังอะไร และคิดอย่างไรกับตนเอง ผู้นำที่พยายามสอบถามข้อมูลป้อนกลับในการทำงานตนจากแหล่งต่างๆจะเป็นผู้ที่เข้าใจและสามารถปรับปรุงพฤติกรรมต่างๆ ของตนเองและจะกลายเป็นผู้นำที่ดีในที่สุด

2.พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง ผู้นำที่ดีต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง เมื่อทำผิดหรือเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ต้องยอมรับในความเป็นจริง เพราะแม้แต่ผู้นำที่ดีที่สุดก็เคยทำผิดพลาด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้นำที่ดีจะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดในครั้งนั้น และแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นโดยเร็วที่สุดพร้อมกับหาหนทางป้องกันไม่ไห้เกิดการผิดพลาดซ้ำขึ้นอีก

3.ต้องใจกว้างและไม่เห็นแก่ตัว การที่จะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องรู้จักใช้อำนาจอย่างถูกวิธี รู้วิธีในการกระจายอำนาจของตนให้แก่ผู้อื่นรวมถึงให้เวลาในการทำงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองด้วย
4.ฟังให้เป็น...เป็นผู้ฟังที่ดี โดยปกติแล้วผู้นำส่วนใหญ่มักจะคิดว่า “ตนจะพูดอะไรต่อไป” มากกว่า “ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ (Deep Lisining)” ซึ่งนั้นจะทำให้ผู้นำไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีและมีศักยภาพได้ เพราะ “การฟัง” แตกต่างจาก “การได้ยิน” ดังนั้น ทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งของผู้นำคือ ฟังอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้นำจะต้องพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ฟังจับประเด็นในสิ่งที่ฟังให้ดีและให้ถูกจุดนอกจากนั้นต้องไม่ขัดจังหวะในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูดอยู่

5.เชื่อในสัญชาตญาณของตน เมื่อผู้นำรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลหรือมีอะไรทำให้รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ ผู้นำต้องเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง หยุดแล้วลองย้อนกลับมาดูในเรื่องที่กังวลนั้นอย่างใส่ใจเพื่อความสมบูรณ์ถูกต้อง สัญชาตญาณของผู้นำนับเป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างประสบการณ์และทักษะความรู้ของตัวผู้นำ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งที่สัญชาตญาณของผู้นำช่วยให้องค์กรผ่านพ้นวิกฤตไปได้

6.เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด ผู้นำที่ดีต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดมากกว่ายึดติดกับความสำเร็จของตนในอดีต เพราะนี่คือสิ่งที่ผู้นำควรต้องเรียนรู้เพื่อไม่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำ

7.รู้จักเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ผู้นำจะต้องเปิดรับผู้ที่เสนอแนวคิดใหม่ๆ ให้แก่องค์กร เพราะแนวคิดของคนเหล่านี้จะนำความก้าวหน้ามาสู่องค์กรหรือหน่วยงานได้อย่างแท้จริง ในปัจจุบันสิ่งที่องค์กรต้องการคือความคิดดีๆจากพนักงาน มีคนเคยกล่าวไว้ว่าใน 50 ความคิด ถ้ามีเพียง 1 ความคิดที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับองค์กรหรือหน่วยงานได้ก็นับได้ว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว

8.ต้องมีความเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยว โดยปกติผู้นำในระดับสูงที่มีศักยภาพที่ดีต้องการข้อมูลที่จำเป็นและสำคัญเพียงแค่ 60% เท่านั้น ก็เพียงพอต่อการตัดสินใจอย่างรอบคอบของเขา ดังนั้นการตัดสินใจโดยที่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจมากเกินไปไม่ได้หมายความว่าเป็นการตัดสินในที่ดีและถูกต้องเสมอไป ซึ่งในทางกลับกันนั่นอาจจะทำให้การตัดสินใจล่าช้าและไม่ทันการณ์ก็เป็นได้

9.กล้าหาญ มีผู้นำมากมายที่ไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือควรทำ ไม่กล้าแม้แต่จะคัดค้านผู้อื่นในสิ่งที่รู้ว่าผิด ผู้นำที่มีศักยภาพต้องมีความกล้า กล้าพูด กล้าตัดสินใจ ต้องเป็นคนนำเสนอแนวคิด และกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความคิด รวมทั้งกล้าจะรับผิด และกล้าที่จะลงโทษผู้กระทำผิด

10.ยืนหยัดรับคำวิจารณ์ ต้องยอมรับคำวิจารณ์ ผู้นำต้องเข้าใจว่า คำวิจารณ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นในองค์กร เงยหน้ารับคำวิจารณ์และหลีกเลี่ยงการต่อต้านหรือปกป้องตนเองจากคำวิจารณ์เหล่านั้น ต้องไม่คิดเครียดแค้นหรือแก้แค้นเพื่อตอบโต้กับผู้ที่มาวิจารณ์ เพราะจะส่งผลเสียต่อผลการปฏิบัติงานทางที่ดีควรปรับทัศนคติโดยคิดว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นการติเพื่อก่อแล้วนำปรับปรุงพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

11.ปฏิบัติงานโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ผู้นำไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ต้องตั้งเป้าหมายในระยะยาว เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานหรือองค์กรของตน เพราะไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงานในระดับใดย่อมต้องการที่จะทราบว่าพวกเขากำลังทำอะไร กำลังเดินไปในทิศทางใด และทำไปเพื่อเป้าหมายหรือผลลัพธ์ใด

12.อย่าทำให้ผู้อื่นเสียเวลาโดยไร้ประโยชน์ โดยปกติแล้วสิ่งที่ผู้นำควรใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ คือ ต้องคำนึงว่านโยบายที่ออกมาจากผู้นำนั้นต้องไม่เป็นสิ่งที่ทำให้ขั้นตอนการทำงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่ลงมือไป ดังนั้นในระหว่างการทำงานผู้นำควรใส่ใจที่จะถามคำถามกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนว่า “มีนโยบายหรือขั้นตอนที่ผม/ดิฉันกำหนดมาและทำให้พวกคุณเสียเวลาหรือทำงานล่าช้าลงไปหรือไม่” ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่คงไม่กล้าที่จะตอบคำถามนี้ แต่หากมีเพียงสักคนที่ตอบคำถามด้วยความจริงใจนั่นจะเป็นเสมือนแนวทางที่ช่วยให้ผู้นำสามารถเรียนรู้และเติบโตเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีได้ต่อไป

13.ให้ความสำคัญกับทุกคนที่ทำงานเพื่อเรา ผู้นำจำเป็นต้องให้ความใส่ใจกับทีมงานทุกคน ต้องรู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดบ้างที่เป็นผู้สร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น และเลือกที่จะยกย่องชื่นชมพวกเขาอย่างจริงใจ อย่าละเลยคนที่ทำงานปิดทองหลังพระ

14.อย่าส่งสัญญาณว่า “กำลังไม่ไว้ใจ” ผู้นำที่ชอบพูดว่า “ผม/ดิฉันไม่ต้องการเรื่องเซอร์ไพรส์” หรือ “แจ้งให้ผม/ดิฉันทราบก่อนที่คุณจะลงมือทำอะไร” หรือ “ในช่วงที่ผม/ดิฉันไปพักร้อน ผม/ดิฉันจะโทรหาคุณทุกเช้าเพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหวของงานที่คุณทำ” คำพูดต่างๆเหล่านี้กำลังทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณรู้สึกว่า “ผู้นำกำลังไม่ไว้ใจในศักยภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนอยู่” ข้อความเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งทำให้พวกเขากังวล ขาดความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และอาจส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

15.ใส่ใจกับความล้มเหลว ผู้นำส่วนใหญ่จะพยายามพูดถึงแต่ผลงานที่ประสบผลสำเร็จเพื่อทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกดีใจและชื่นชม ในขณะที่พยายามซ่อนหรือปกปิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นการกระทำเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่ถูกต้องในการเป็นผู้นำที่ดี เพราะการซ่อนหรือปกปิดปัญหาอาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งที่รุนแรงและนำมาซึ่งความล้มเหลวในการบริหารงานในอนาคตได้

16.พัฒนาทักษะการเป็นผู้นำให้แข็งแกร่ง คุณไม่ควรหยุดการพัฒนาแม้แต่วินาทีเดียว การหยุดพัฒนาเปรียบเสมือนการก้าวถอยหลัง ดังนั้น ผู้นำที่ดีจึงควรที่จะพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ รวมถึงทักษะการจัดการและการบริหารงานใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ การที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้น คุณต้องเป็นผู้ที่สามารถบริหารเวลาได้ดี ต้องมีความรอบคอบ ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแม่ยำ และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด
1
7.ทำความเข้าใจกันระหว่างผู้นำและผู้ใต้บังคับบัญชา การเป็นผู้นำที่ดีคุณต้องเข้าใจสไตล์ที่แตกต่างกันของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน พร้อมทั้งปรับสไตล์ของตนเองให้เข้ากับผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละสไตล์ ในทางกลับกัน คุณต้องเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เรียนรู้และเข้าใจในตัวตนของคุณด้วยเช่นกัน คุณต้องบอกพวกเข้าในสิ่งสำคัญที่คุณเป็น รวมทั้งชี้แจงในสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้คุณชอบหรือไม่ชอบผู้ใต้บังคับบัญชาจำเป็นที่จะต้องเข้าใจและรู้จักตัวตนของผู้นำตั้งแต่เริ่มต้น

18.ต้องไม่มุ่งเน้นแต่เรื่องของผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์ที่ดีถือเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้นำที่ไม่ใส่ใจกับระบบขั้นตอนต่างๆ หรือแนวทางการปฏิบัติงานระหว่างทางเลยอาจจะนำมาซึ่งความผิดพลาดอันใหญ่หลวงได้ ดังนั้นผู้นำที่ดีควรจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนหรือวิธีการดำเนินการในระหว่างทางอย่างสม่ำเสมอ หากเกิดปัญหาขึ้นจะได้สามารถแก้ไขได้ทันการณ์ ซึ่งแนวทางและขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ที่ดีให้อนาคตแล้วทีมงานของคุณจะรักในความจริงใจ และความตรงไปตรงมาของคุณ

19.รู้จักปล่อยวาง มีผู้นำมากมายที่กังวลมากจนเกินไปและเคร่งเครียดตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้ได้ผลงานที่ดีและเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชา พวกเขาไม่เคยคิดที่จะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งนี้มักจะทำให้เกิดบรรยากาศในการทำงานที่ตึงเครียดซึ่งจะส่งผลโดยตรงไปยังบุคคลรอบข้างและผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำที่ดีสามารถแสดงความโกรธและความเครียดได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องสามารถควบคุมอารมณ์ของตนและปล่อยวางบ้างในเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่และความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

20.ระวังเรื่องของ “การขู่” ผู้นำที่กระตุ้นผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยการขู่จะไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ ไม่ว่าผู้นำจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตามการเป็นผู้นำที่ดีย่อมต้องสัมพันธ์กับการเป็นนักวางแผน นักการบริหาร นักจิตวิทยา และในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นผู้สนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาที่ดีด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ผู้นำต้องหมั่นฝึกฝนและรู้จักพัฒนาตนให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน เพื่อให้พร้อมสำหรับอนาคตของคุณ
อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เทคนิค 5ห เพื่อการทำงานที่มีความสุข

By พี่แมว




เห็นเค้ามีเทคนิคการทำงาน 5ส เพื่อเพิ่มการทำงานให้มีประสิทธิภาพกัน..ก็เลยอยากจะขอนำเสนอเทคนิค 5ห เพื่อการทำงานที่มีความสุขมั่งคะ... เนื่องจากไปค้นดูเอกสารเก่าๆ พบว่า เคยเขียนและนำเสนอไอเดียนี้ไว้ที่คณะฯ ตั้งแต่ปี 43 สมัยที่ยังทำ ISO9000 กันอยู่ แต่สมัยนั้น ไม่รู้ทำไม ไอเดียนี้ไม่ได้รับการตอบรับ ประมาณว่าไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก.. ก็เลยต้องพับไป แต่ตอนนี้รู้สึกว่าบรรยากาศและแนวคิดอะไรๆ มันเป็นใจแล้ว ลองงัดเทคนิคนี้มาแชร์กันดูอีกรอบละกัน..

อะไรคือ 5ห ?

5ห เป็นหลักการที่สำคัญที่จะช่วยให้บรรยากาศในที่ทำงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น ซึ่งจะทำให้สถานที่ทำงานเป็นที่ที่น่าอยู่ มิใช่เป็นเพียงที่ที่เรามาใช้แรงงานไปวันๆ เท่านั้น
ทำไมต้องมี 5ห ?

เพราะว่ามนุษย์เราส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาอยู่ที่ทำงานหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง (บางคนมากกว่า) ซึ่งถ้าหากในเวลา 8 ชั่วโมงนี้ เราต้องอยู่อย่างเบื่อหน่าย เจ็บปวด อิจฉาริษยา โกรธแค้น ฯลฯ ก็แปลว่าเราต้องเสียเวลาอันมีคุณค่าของเราไปถึง 8 ชั่วโมง หรือคิดเป็นจำนวนนาทีเท่ากับ 480 นาที หรือ 28,800 วินาที ไปกับเรื่องซึ่งทำให้บั่นทอนจิตใจ อันจะนำมาซึ่งสุขภาพจิตที่ไม่เป็นสุข และส่งผลถึงสุขภาพร่างกายได้ เช่น เกิดอาการปวดหัวเรื้อรัง ท้องอืดท้องเฟ้อ (โดยเฉพาะเวลาประชุมไปกินข้าวไป เอื๊อก...น่าจะกินให้เสร็จแล้วค่อยประชุมต่อเนอะ) โรคกระเพาะ ฯลฯ ได้ด้วย

ในทางตรงข้าม ถ้าเรามีความสุขกับที่ทำงาน ก็จะทำให้เรารู้สึกอยากมาทำงาน ความอยากทำงานก็จะส่งผลให้เราทำงานได้ดี ผลงานของเราที่ออกไปก็จะมีคุณภาพ เมื่อเรามีความสุขกับงานที่เราทำและที่ทำงานของเรา เราก็จะแผ่รังสีแห่งความสุขนี้ออกไปยังคนรอบข้างด้วย ทำให้เพื่อนร่วมงานก็มีความสุข บรรยากาศในที่ทำงานก็จะมีความสุข ทำให้ลดความตึงเครียดในการทำงาน หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ไม่ใช่มีริ้วรอยอันเกิดจากการขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลา การมีจิตใจที่แจ่มใสสดชื่นก็จะส่งผลทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ไม่ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ผลประโยชน์ของการใช้ 5ห คาดว่าจะส่งผลในเชิงนามธรรมอีกมากมาย แต่คงมองไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ย่อมจะส่งผลต่อทั้งผู้ปฏิบัติเอง ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อที่ทำงาน องค์กร และผู้ที่มาติดต่อกับองค์กร ด้วยอย่างแน่นอน..

5ห ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

• ห ที่ 1 ห หัวเราะ

• ห ที่ 2 ห ห่วงใย

• ห ที่ 3 ห เห็นอกเห็นใจ

• ห ที่ 4 ห ให้

• ห ที่ 5 ห เหตุผลก่อนอารมณ์

ห ที่ 1 ห หัวเราะ



เสียงหัวเราะมักจะทำลายความเครียดได้ในเกือบจะทุกๆ กรณี เสียงหัวเราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญมาก เพราะถ้าชีวิตไม่มีเสียงหัวเราะ มนุษย์ก็จะตกอยู่ในสภาวะที่อับเฉาเป็นอย่างยิ่ง มีการศึกษาที่พบว่า เด็กๆ จะมีการหัวเราะโดยเฉลี่ยต่อวันมากกว่าผู้ใหญ่เป็นร้อยเท่า (จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมเด็กจึงมีความดึงดูดใจต่อคนรอบข้างสูง) นอกจากนี้เวลาที่เราหัวเราะ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนแห่งความสุขที่เรียกว่าเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งสารนี้จะทำให้เกิดความอิ่มเอิบ เบิกบาน ผ่อนคลาย ดังนั้นจึงพบว่า ผู้ที่หัวเราะอยู่เสมอจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ หน้าตาสดใสเปล่งปลั่ง ดูอ่อนวัย และมีประกายของความสุขฉาบฉายออกมา

เพียงแต่ว่า ระวังนิดนึง อย่าให้การหัวเราะของเรา เป็นการหัวเราะที่อาศัยผู้อื่นเป็นตัวตลกก็จะดีนะคะ คือ ไม่ใช่หัวเราะหรือพูดตลกโดยมาจากการล้อเลียนจุดด้อยของผู้อื่นน่ะค่ะ..

ห ที่ 2 ห ห่วงใย



จะเป็นการดีแค่ไหน ถ้าหากเมื่อเรารู้สึกไม่สบาย ก็มีคนมาคอยห่วงใย ถามไถ่ และช่วยดูแล เราจะรู้สึกอบอุ่นเพียงใด ถ้าเมื่อเราเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สบายใจมา แล้วมีคนมาสนใจความรู้สึกของเรา หรือถ้าเราทำงานมาเหนื่อยๆ ก็มีคนมาดูแลเอาใจใส่ ดังนั้น ความห่วงใยระหว่างเพื่อนร่วมงานจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน ความห่วงใยที่มีประสิทธิภาพ ควรแสดงออกเป็นการกระทำเพื่อแบ่งเบาความทุกข์ของเพื่อนร่วมงาน หรือทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกสบายขึ้นด้วย มากกว่าแค่คำพูดเฉยๆ ถ้าหากทำให้กันด้วยความเอื้ออาทร ก็จะทำให้คนที่ได้รับความห่วงใยรู้สึกดีๆ ว่ายังมีคนที่แคร์ความรู้สึกของเขาและพร้อมที่จะช่วยเหลือแบ่งเบาความทุกข์ที่เขาได้รับอยู่ลงไปบ้าง หากที่ทำงานใดมีความอาทรให้กันอย่างนี้ ก็คงจะเป็นที่ทำงานที่น่าอยู่มาก

ห ที่ 3 ห เห็นอกเห็นใจ



เป็น ห ที่ต่อเนื่องมาจาก ห ที่ 2 นั่นเอง เพราะเมื่อเรามีความห่วงใยแล้ว ก็จะนำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน หมายถึงการที่เราลองนำเอาตัวเองเข้าไปแทนที่เพื่อนร่วมงาน เพื่อเราจะได้ลองคิดดูว่า ทำไมเขาจึงปฏิบัติเช่นนั้น หรือรู้สึกเช่นนั้น หรือถ้าจะให้ดี น่าจะลองไต่ถามสาเหตุของเพื่อนร่วมงานดูก่อนว่าทำไมเค้าจึงปฏิบัติเช่นนั้น หลายครั้งเราไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ทำให้เราสรุปว่าเขาทำอย่างนี้เพราะอย่างนี้แน่ๆ ..ตัดสินไปเรียบร้อย แต่..อาจจะผิดก็ได้นะคะ..

เพราะฉะนั้น ลองเอาตัวเองไปแทนที่คนๆ นั้นดู ก่อนที่จะตัดสินว่าเขาทำไม่ถูกใจคุณเพราะอะไร..

ห ที่ 4 ห ให้



การให้เป็นความสุขมากกว่าการรับ เพราะฉะนั้นการให้จึงต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างความสุขในที่ทำงาน การให้ในที่นี้หมายความรวมถึงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือ ให้ความรู้สึกดีๆ ให้กำลังใจ ให้โอกาสเพื่อนร่วมงาน และให้อภัยเพื่อนร่วมงานด้วย สิ่งที่มักจะขาดแคลนก็คือ การให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่รู้เป็นเพราะเรารู้สึกเขิน หรือว่า จริงๆ แล้ว เราทำไม่เป็น แต่ไม่ว่าจะเพราะสาเหตุใด เราสามารถแก้ได้ด้วยการฝึกทำบ่อยๆ ค่ะ

การให้โอกาสเพื่อนร่วมงานก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากในที่ทำงานเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่เราอาจจะนึกว่าการทำงานจะต้องแข่งขัน เพื่อให้ความดีความชอบตกอยู่กับตน หรือเปล่า แต่ถ้าหากเราแต่ละคนต่างฝ่ายต่างให้โอกาสซึ่งกันและกัน ภาพรวมก็คือทั้งองค์กรก็จะดีขึ้น การให้โอกาสเพื่อนยังหมายความรวมถึง การเสียสละโอกาสของตัวเองเพื่อให้เพื่อนได้ดี (กว่า) เราด้วย

และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การให้อภัย การให้อภัยกันในที่ทำงานเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยไปกว่าการให้อภัยคนในครอบครัว แต่ทำได้ยากกว่า เพราะคนในครอบครัวเป็นคนที่เรารักและผูกพัน ก็เลยให้อภัยได้ง่าย ดังนั้น ถ้าเรามองเพื่อนร่วมงานว่าเป็นเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนคุณลุงคุณป้า คุณน้าคุณอา หรือญาติคนหนึ่งของเรา เราก็คงจะอภัยให้ได้ง่ายขึ้นมั้ยคะ หรือลองคิดว่าถ้าเป็นตัวเราทำผิดแบบนั้น เราก็คงอยากได้รับการอภัยให้เช่นกัน การให้อภัยซึ่งกันและกัน จะทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเรื่องเบาได้ด้วยค่ะ..

ห ที่ 5 ห เหตุผลก่อนอารมณ์



ที่ผ่านมาทั้ง 4 ห เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเสียมาก แต่ ห สุดท้ายนี้ เป็นการใช้เหตุผลมาก่อนอารมณ์ ซึ่งอารมณ์ในที่นี้หมายถึง ความรู้สึกใดๆ ก็ตามที่จะนำพาไปสู่ความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่สร้างสันติ ไม่สร้างความสงบสุขในที่ทำงาน เช่น อารมณ์โกรธ อารมณ์อิจฉา อารมณ์พาล อารมณ์ประชด อารมณ์หึงหวง อารมณ์แค้น ฯลฯ ซึ่งควรจะพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ละอารมณ์ดังกล่าวทิ้งเสีย แล้วถือประโยชน์ส่วนองค์กรเป็นที่ตั้ง ปัญหาหลายอย่างในองค์กรเกิดจากความเข้าใจผิดเพราะเราปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวนำการตัดสินใจ แทนที่จะค้นหาความจริงด้วยเหตุและผล ซึ่งจะช่วย save เวลาของการเข้าใจผิดและอารมณ์เสียได้มากทีเดียวค่ะ

ค่ะ ถ้าใครมีประสบการณ์การใช้ ห ใด ห หนึ่ง แล้ว work อย่างไร ลองแลกเปลี่ยนเล่าสู่กันฟังมั่งนะคะ หรือใครจะนำไปใช้ควบคู่กับเทคนิค 5ส แล้วได้ผลอย่างไรก็..อยากฟังด้วยเช่นกันค่ะ..

อ้างอิ่ง : http://share.psu.ac.th/blog/kon1kon-kmlightly/3188


อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คุณค่าของชิ้นส่วนตัวเล็กๆ

By ฝ้าย



เกมจิ๊กซอว์ (jigsaw puzzle) เป็นเกมต่อภาพ เล่นโดยประกอบชิ้นส่วนจำนวนหลายสิบหรือหลายร้อยชิ้นเข้าด้วยกันเป็นภาพรวม แต่ละชิ้นส่วนมีรูปร่าง ขนาด และสีสันต่างกัน เมื่อประกอบเข้ากันถูกชิ้น จะล็อคกันพอดี ภาพของแต่ละชิ้นก็จะเชื่อมกันเป็นภาพเดียว

เกมชนิดนี้มักทำด้วยกระดาษบอร์ดแข็ง ขั้นตอนการผลิตคือพิมพ์ภาพบนกระดาษบอร์ดแล้วปั๊มฉลุออกเป็นชิ้นๆ ในสมัยโบราณทำด้วยแผ่นไม้ ฉลุออกเป็นชิ้นๆ ด้วยเลื่อย นี่คือที่มาของชื่อ jigsaw puzzle (jigsaw แปลว่า เลื่อยฉลุ)

เชื่อกันว่าเกมนี้ประดิษฐ์เป็นครั้งแรกในราวปี ค.ศ. 1760 โดยนักทำแผนที่และนักแกะสลักชาวอังกฤษชื่อ จอห์น สปิลส์เบอรี เกมจิ๊กซอว์ในยุคหลังผลิตด้วยกระดาษการ์ดบอร์ด เพราะถูกกว่า ง่ายกว่า เบากว่า ภาพบนบอร์ดเกมมักเป็นภาพสวยๆ เช่นทิวทัศน์ ภูเขา น้ำตก ชายทะเล ดอกไม้ เด็กน่ารัก เป็นต้น

ก่อนยุคคอมพิวเตอร์ การเล่นเกมจิ๊กซอว์หมายถึงการควักกระเป๋าสตางค์ซื้อเกมในรูปกล่องขนาดใหญ่ หน้ากล่องเป็นรูปภาพต้นแบบหรือ ‘โจทย์’ ภายในกล่องบรรจุชิ้นส่วนจิ๊กซอว์จำนวนตามระบุ เช่น 100 ชิ้น 300 ชิ้น 500 ชิ้น ไปจนถึง 1,000 ชิ้น ขนาดหน้ากว้างยาวของกล่องเท่ากับขนาดรูปภาพเมื่อประกอบเสร็จแล้ว

จิ๊กซอว์บางชนิดมีชิ้นส่วนที่มีขนาดต่างกันมากๆ เช่น เล็ก กลาง ใหญ่ ออกแบบมาให้สมาชิกต่างวัยหลายคนเล่นพร้อมกัน เด็กเล่นชิ้นใหญ่ ผู้ใหญ่อาจเล่นชิ้นเล็ก จึงเรียกเกมชนิดนี้ว่า จิ๊กซอว์ครอบครัว เพราะเล่นกันได้ทั้งพ่อแม่ลูก

การเล่นเกมจิ๊กซอว์ต้องใช้พื้นที่ เนื่องจากอาจต่อไม่เสร็จในวันเดียว ต้องวางคาไว้จนกว่าจะต่อเสร็จ ขยับเขยื้อนไม่ได้ เมื่อประกอบเสร็จแล้วก็มักทากาวติดบนบอร์ด หรือใส่กรอบรูป บางคนคลั่งไคล้เกมนี้เล่นทุกภาพที่มีจำหน่าย แล้วติดทุกรูปที่ต่อสำเร็จบนกำแพงบ้านแทนวอลล์เปเปอร์!

เมื่อโลกเดินทางมาถึงยุคดิจิตัล เกมเลื่อยฉลุก็ถูกแปลงเป็นข้อมูลไฟฟ้า มีเว็บไซต์ให้เล่นเกมนี้ฟรี มีคลังภาพให้เล่นได้ไม่จำกัด ไม่ต้องมีที่เก็บ

การต่อจิ๊กซอว์แทบทั้งหมด ผู้เล่นมักจะรู้ก่อนว่ากำลังต่อภาพอะไร ดังนั้นเมื่อหยิบแต่ละชิ้นขึ้นมา ก็พอเดาออกว่ามันควรอยู่บริเวณไหนของภาพ แต่มีเกมจิ๊กซอว์อีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีภาพ เป็นตัวจิ๊กซอว์เปล่าๆ การเชื่อมชิ้นส่วนแบบนี้ต้องใช้ฝีมือขึ้นมาก แต่ที่ยากขึ้นไปอีกคือจิ๊กซอว์สามมิติ มาในรูปกล่องบ้าง ทรงกลมแบบลูกโลกบ้าง สำหรับคอจิ๊กซอว์จริงๆ

เกมจิ๊กซอว์เป็นกิจกรรมที่ดีอย่างหนึ่ง ช่วยคลายเครียด และน่าจะช่วยพัฒนาสมองในระดับหนึ่ง มีการวิจัยว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

ผมเองก็เล่นเกมจิ๊กซอว์ฉบับดิจิตัลเป็นประจำ เพราะผ่อนคลายไม่แพ้ดูละครตบตีกัน! แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันแตกต่างจากความบันเทิงชนิดอื่นคือ มันเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง!


สิ่งหนึ่งที่มากับการเล่นเกมจิ๊กซอว์อย่างเลี่ยงไม่พ้นคือ การต้องสังเกตรายละเอียดของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น เชื่อไหมว่าการมองภาพชิ้นส่วนชิ้นหนึ่งอย่างวิเคราะห์ ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของภาพของโลกและชีวิตอย่างประหลาด!

การมองภาพและชำแหละเป็นชิ้น มองอย่างละเอียดทีละจุด ทำให้เราเห็นบางอย่างในมุมที่เราอาจไม่เคยมองมาก่อนเลย ยิ่งมีจำนวนชิ้นมาก ก็ยิ่งเห็นลึกขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการต่อภาพจิ๊กซอว์รูปชายทะเลยามเย็น แต่ละชิ้นส่วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพชายทะเล บางชิ้นส่วนเป็นเม็ดทราย บางชิ้นเป็นส่วนหนึ่งของเงาบนหาด บางชิ้นเป็นส่วนหนึ่งของดวงอาทิตย์ ท้องฟ้า เมฆ นก คลื่น เรือ ฯลฯ การมองชิ้นส่วนแต่ละชิ้นทำให้ต้องพิจารณาว่ามันคืออะไรกันแน่ จะพบว่าทุกชิ้นส่วนเล็กๆ ยังประกอบด้วยองค์ประกอบที่เล็กลงไปอีก เช่น กราบเรือประกอบขึ้นด้วยแผ่นไม้หลายชิ้น ตะปู ยาชัน ฯลฯ

สรรพสิ่งในโลกประกอบด้วยสิ่งเล็กๆ มารวมกันอย่างเหมาะเจาะลงตัว มันประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็กๆ ที่โดยตัวมันเองเดี่ยวๆ อาจไม่มีตัวตน แต่เมื่อมารวมกันแล้ว ได้สาระ ได้ความหมาย

มองภาพละเอียดแบบนี้ก็อาจมองเห็นว่าโลกรอบตัวเรามีอะไรและเกิดอะไรขึ้นในโลก และการมองโลกแบบนี้อาจทำให้เราเห็นคุณค่าของชิ้นส่วนเล็กๆ รอบตัวเรา

เคยนึกไหมว่า หากเราสามารถแปลงชีวิตทั้งชีวิตของเราเป็นรูปภาพ มันจะเป็นรูปอะไร

ชีวิตของเราก็คือจิ๊กซอว์ ชีวิตเราทุกคนประกอบด้วยชิ้นส่วนของเหตุการณ์ต่างๆ หากเราเปรียบว่าจิ๊กซอว์หนึ่งชิ้นเท่ากับหนึ่งกิจกรรมหรือหนึ่งเหตุการณ์ แต่ละคนก็จะมีจิ๊กซอว์ชีวิตอยู่หลายพันชิ้น บางคนอาจมีเป็นหลายหมื่นชิ้น

หากเปรียบว่าจิ๊กซอว์เป็นเวลา สมมุติว่าหนึ่งชิ้นเท่ากับหนึ่งวัน แต่ละคนก็จะมีจิ๊กซอว์ชีวิตอยู่ราว 20,000-30,000 ชิ้น เป็นจิ๊กซอว์ที่ใหญ่เอาการ และต่อไม่ง่ายนัก

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หรือเวลา ในบรรดาจิ๊กซอว์หลายหมื่นชิ้นแห่งชีวิตของเรา มีบางชิ้นที่เป็นสีสันสวยงาม บางชิ้นหม่นหมอง บางชิ้นไม่มีสีสัน

ทว่าข้อแตกต่างระหว่างเกมจิ๊กซอว์ธรรมดากับเกมจิ๊กซอว์ชีวิตก็คือเราสามารถเลือกรูปร่าง ขนาด สีสัน และรอยหยักของแต่ละชิ้นได้ และแต่ละชิ้นมีความยืดหยุ่นต่อกันได้

นี่เป็นข่าวดี เพราะหมายความว่า เราเป็นคนวาดภาพแต่ละชิ้นส่วนเอง แล้วประกอบมันขึ้นมาให้สำเร็จ เสร็จแล้วก็เผยภาพรวมของชีวิตว่าสวยงามหรือไม่ เป็นชีวิตที่ดีหรือไม่

แต่ข่าวร้ายคือคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตนกำลังประกอบภาพอะไร บางคนปฏิเสธชิ้นส่วนบางชิ้นที่ดูไร้ความหมาย เช่น ไม่รู้ว่าจะเรียนวิชาหนึ่งๆ ไปทำอะไร แต่เมื่อประกอบรวมแล้ว อาจพบว่ามันมีเหตุผลของการดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา

บางคนไม่ยอมวาดภาพทิวทัศน์แห่งชีวิตของตัวเอง ปล่อยให้คนอื่นวาดให้ บางคนไม่แม้จะขยับตัวลงมือประกอบชิ้นส่วนภาพ และบางคนเลือกที่จะวาดภาพหม่นหมองสกปรกแล้วยังประกอบมันขึ้นมา เสร็จแล้วก็เป็นภาพกองขยะอาจม

จะเลือกต่อภาพใหญ่หรือเล็ก สว่างหรือมืด สะอาดหรือสกปรก ก็เป็นทางเลือกของเราแต่ละคน แต่อย่าลืมว่า ทุกๆ เกมมีเวลาเล่นที่จำกัด ดังนั้นจะต่อภาพอะไรก็ได้ ขอให้ลงมือทำก่อนจะถึงเวลา Game over!



อ่านบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ชุดควบคุมคุณภาพลม

By Shift B


การควบคุมคุณภาพลม คือ การทําให้ลมสะอาด ลมอัดมีความดันที่ถูกต้อง และคงที่ ลมอัดมีน้ำมันเพื่อหล่อลื่นชิ้นส่วนที่ทํางาน ในสภาพอากาศทั่วๆไป 1 ลูกบาศก์เมตร (m3) พบว่ามีสิ่งสกปรกอยู่โดยเฉลี่ยสูงถึงกว่า 140 ล้านสิ่งสกปรก ซึ่งประกอบไปด้วย แบคทีเรีย ไวรัส หมอกควัน ไฮโดรคาบอน น้ำ น้ำมันและสิ่งเจือปนอื่นๆที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ดังนั้นหากเราลองจินตนาการเมื่อเครื่องอัดลมอัดความดันสูงถึง 8 บาร์ ก็มีความเป็นไปได้ที่สิ่งสกปรกในอากาศอัด 1 m3 จะมีสูงถึง 1120 ล้านสิ่งสกปรก อุปกรณ์ที่ใช้สําหรับปรับปรุงคุณภาพลมอัดได้แก่

• อุปกรณ์กรองลมอัด (Air Filter)

• อุปกรณ์ควบคุมความดันของลมอัด (Air Regulator)

• อุปกรณ์ผสมน้ำมันหล่อลื่นเข้าไปในลมอัด (Air Lubricator)


ซึ่งมีรายละเอียดการทํางานของอุปกรณ์แต่ละตัวมีดังต่อไปนี้


อุปกรณ์กรองลมอัด (Air Filter)

เมื่อ เครื่องอัดลม (Air compressor) ทําการอัดลมเพื่อให้มีความดัน (Pressure) เพิ่มขึ้นนั้น ลมที่ถูกเครื่องอัดลมดูดเข้าไปเพื่ออัดเก็บในถังเก็บลมนั้น จะมีส่วนผสมของมวลสารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไอน้ำ ฝุ่นผง หรือมวลสารที่ล่องลอยในบริเวณที่เครื่องอัดลมทํางานอยู่ดังนั้นจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอามวลสารที่ไม่ต้องการเหล่านี้ออกจากลมอัดเพราะมวลสารและสิ่งสกปรกต่าง ๆนี้จะเป็นตัวที่ทําให้อุปกรณ์ทํางานของระบบนิวแมติกเสียหาย ทํางานติดขัดอายุการใช้งานสั้นลง



ลมอัดไหลเข้ามาทางด้านท่อลมเข้าและไหลผ่านลงไปที่ตัวกรองลมอัดที่ไหลเข้ามาจะมีความดันสูงและต้องผ่านแผ่นกะบัง บังคับการไหลทําให้เกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ของลมอัด ไปปะทะกับผนังของลูกถ้วย อากาศที่สะอาดก็จะไหลผ่านไส้กรองออกทางด้านท่อลมออก และสิ่งสกปรกก็จะติดอยู่ที่ไส้กรอง ส่วนละอองน้ำที่ติดอยู่ผนังของลูกถ้วยเมื่อสะสมกันมาก ๆ ก็จะไหลมารวมกันไปอยู่ ด้านล่างของชุดกรองอากาศ ที่ด้านล่างของลูกถ้วยจะมีขีดจํากัดปริมาณละอองน้ำไม่ให้สูงเกินไปการระบายละอองน้ำออกสามารถทําได้ โดยการระบายน้ำออกด้วยการหมุนสกรูที่ใต้ลูกถ้วยหรือติดตั้งตัวระบายน้ำอัตโนมัติที่ลูกถ้วยก็ได้

เกจวัดความดันลมอัด (Pressure Gauge) เกจวัดความดันลมอัด ใช้สําหรับวัดความดันในวงจรนิวแมติก ปกติจะติดตั้งอยู่ทางออกของตัวควบคุมความดันลมอัดเกจวัดดันลมอัด จะเป็นแบบท่อสปริงรูปทรงกลมโค้งงอในแนวรัศมีและมีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นท่อกลวงส่วนปลายข้างหนึ่งยึดติดกับช่องที่ให้ความดันลมอัดผ่านเข้ามาภายในขดสปริงเมื่อมีแรงดันของลมท่อสปริงรูปทรงกลม จึงยืดออกให้ท่อตรงส่วนปลายอีกด้านของท่อสปริงจะยึดติดกับชุดกลไกต่อระหว่างท่อสปริงกับเฟืองเข็ม กลไกเหล่านี้จะเพิ่มตัวแสดงการเคลื่อนไหวของท่อสปริงขดหรือบอกความดันภายในระบบนั่นเอง



อุปกรณ์ควบคุมความดัน (Compressed air regulator)

มีหน้าที่ในการปรับความดันใช้งานให้คงที่และเหมาะสมกับความดันของระบบและปรับความดันต้นทางให้สูงกว่าความดันปลายทาง

แบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย คือ

• ชนิดไม่มีการระบายความดันออกสู่บรรยากาศ

• ชนิดมีการระบายความดันออกสู่บรรยากาศ

เมื่อความดันลมออกมาจากอุปกรณ์กรองลมอัด จะต่อเข้าวาล์วควบคุมความดัน เพื่อทีจะปรับความดันลมให้มีความดันคงที่อยู่ที่ ความดันลมจะผ่านบ่าวาล์วและไหลออกที่ทางออกเพื่อใช้งานต่อไป บริเวณช่องทางออกของลมอัดจะมีช่องออริฟีช (Orifice) ที่ต่อระหว่างช่องทางออกกับห้องใต้แผ่นไดอะแฟรม ถ้าความดันลมที่ออกนี้มีความดันสูงกว่าค่าของสปริง (ตัวบน) ก็จะดันแผ่นไดอะแฟรมให้ยกขึ้น เป็นผลให้ก้านของพอพเพตซึ่งเชื่อมต่ออยู่กับชุดของแผ่นไดอะแฟรมถูกยกขึ้นตาม ทำให้บ่าวาล์วปิดทางลมที่เข้าวาล์ว ดังนั้น ค่าของสปริงจะเป็นตัวกำหนดค่าความดันลมที่ออกจากวาล์วนั้นเอง



อุปกรณ์ควบคุมความดันลม Air Regulator

อุปกรณ์เติมน้ำมันหล่อลื่น (Air Lubricator)

ชุดน้ำมันหล่อลื่นจะมีหน้าที่เป็นตัวจ่ายสารหล่อลื่นให้กับอุปกรณ์นิวแมติกโดยจะปนไปกับลมอัดในการใช้งาน เพื่อลดการสึกหรอและความฝืดของอุปกรณ์ต่าง ๆเช่น วาล์วข้อต่อลูกสูบ เป็นต้น ชุดน้ำมันหล่อลื่นจะอาศัยหลักการของช่องแคบที่ความดันแตกต่างกันคือความเร็วของลมอัดที่ไหลผ่านช่องแคบมีความเร็วสูงจึงทําให้เกิดการดูดน้ำมันขึ้นมาผสมกับลมอัดที่ไหลผ่านเปนละอองน้ำมันหล่อลื่นเพื่อนําไปใช้ในระบบหล่อลื่นอุปกรณ์ต่าง ๆต่อไป ในป้จจุบันส่วนมากอุปกรณ์นิวแมติกจะใช้วัสดุเทอร์โมพลาสติก(Thermopastic) แทนวัสดุชิ้นเก่าทําให้ชุดน้ำมันหล่อลื่นไม่ค่อยมีบทบาทมากนักในปัจจุบัน และระบบการผลิตในอุตสาหกรรมบางประเภทไม่จําเป็นต้องใช้การหล่อลื่น เช่น อุตสาหกรรมผลิตอาหารและยา อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์






อ่านบทความทั้งหมด