วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

อาหารเพื่อสมองสดใส

By โอ๊ต
 มาดูกันว่าเรากินอะไรสมองจะได้สดใสพร้อมสอบ !!

1.บลูเบอร์รี่


ลูกเบอร์รี่ต่าง ๆ คือหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เรา และบลูเบอร์รี่ก็ดีต่อสมองมาก ๆ เนื่องจากมีใยอาหารสูงแต่ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ หมายความว่า ผู้ป่วยเบาหวานก็กินได้โดยที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเฉียบพลัน เคยมีการศึกษามากมายที่ชี้ว่า มันจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ ช่วยให้เราเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังก็คือให้เลี่ยงบลูเบอร์รี่เชื่อม หรืออบแห่งเท่านั้น

2.แซลมอนธรรมชาติ



กรดไขมันจำเป็น โอเมก้า-3 เป็นสิ่งที่สำคัญต่อสมองมาก ไขมันที่มีประโยชน์นี้มีความเกี่ยวพันกับสติปัญญา ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ชะลอความเสื่อมถอยของระบบประสาทส่วนกลาง พัฒนาความจำ ทำให้อารมณ์ดี และลดโอกาสเกิดโรคซึมเศร้า หรือโรคสมาธิสั้น แต่ถ้ามีโอกาสก็ให้เลือกแซลมอนตามธรรมชาติดีกว่าแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยง

 3.ทับทิม



คนรักทับทิมควรจะกินจากผลสด ๆ มากกว่าดื่มน้ำคั้น เพราะจะได้ใยอาหารด้วย ทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับบลูเบอร์รี่ ซึ่งจำเป็นมาก ๆ สำหรับสุขภาพของสมอง เพราะสมองคืออวัยวะแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากความเครียด ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่ช่วยระงับความเครียดได้จะดีต่อสมองเช่นกัน

4.กาแฟ



เมล็ดกาแฟคล้ายกับเมล็ดโกโก้ตรงที่มันเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะผงกาแฟจากเมล็ดที่บดใหม่ ๆ จะมีประโยชน์ต่อทั้งสมองและร่างกายมาก ส่วนกาเฟอีนก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีผลดีต่อสมองเช่นกัน การดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยชะลอไม่ให้สมองเสื่อมถอย ป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือโรคหลงลืมได้จริง แม้กระนั้นก็ยังมีคำถามว่า ตกลงแล้วกาแฟมีประโยชน์หรือเปล่า ปัญหาอยู่ที่เรามักจะผสมกาแฟกับของที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น ครีม น้ำตาล ช็อกโกแลต หรือวิปครีม สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เพิ่มทั้งสารเคมีและไขมันให้แก่กาแฟ ความจริงแล้วเมล็ดกาแฟเป็นของปลอดภัย ยิ่งถ้าเป็นเอสเพรสโซ่เพียว ๆ ยิ่งดีต่อทั้งหัวใจและสมองเลยล่ะ

5.ถั่ว



ถั่วมีทั้งโปรตีน ใยอาหาร และไขมันที่มีประโยชน์ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่อยู่ในถั่วจะทำให้เราแจ่มใสได้ ในขณะที่โปรตีนและไขมันจะช่วยให้พลังงานคงระดับตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ ยังมีวิตามินอีซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของสมอง แต่อย่างไรก็ควรหลีกเลี่ยงถั่วเหลือบน้ำตาล หรือปรุงรส ส่วนทางเลือกที่ดีก็มีตั้งแต่เฮเซลนัต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ วอลนัต และอัลมอนต์ ส่วนแมคคาเดเมียนั้นมีปริมาณไขมันมากกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ

 6.ทูน่า



นอกจากจะเป็นแหล่งของโอเมก้า-3 แล้ว ปลาทูน่า โดยเฉพาะปลาทูน่าครีบเหลือง ซึ่งมีระดับวิตามินบี 6 สูงกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ วิตามินบี 6 นี้เกี่ยวพันโดยตรงกับความจำและสติปัญญา รวมถึงสุขภาพโดยรวมในระยะยาวของสมอง โดยรวมแล้ววิตามินบีคือ หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการรักษาอารมณ์ให้คงที่ แต่วิตามินบี 6 จะส่งผลต่อการรับสารโดพามีนที่เป็นหนึ่งในฮอร์โมนความสุขเหมือนกับเซโรโทนิน

7.ข้าวกล้อง



ด้วยความที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ข้าวกล้องจึงดีมาก ๆ สำหรับคนที่แพ้กลูเธนเพื่อให้สุขภาพของหลอดเลือดหัวใจแข็งแรงขึ้น ยิ่งระบบไหลเวียนโลหิตของเราดีเท่าไหร่ สมองก็ยิ่งเฉียบแหลมมากเท่านั้น

8.ชาเขียว



ชาเขียวนี้คือ มัตชะ ชาเขียวจากใบชาอ่อน ๆ ที่ผ่านกรรมวิธีบดด้วย หินตามแบบฉบับญี่ปุ่น เมื่อเราดื่มชาเขียวเหล่านี้เข้าไป ก็เหมือนกับเราดื่มใบชาเข้าไปทั้งใบ ผงชาเขียวนั้นอุดมไปด้วยสารคลอโรฟิลด์จึงทำให้มีสีเขียวสด เมื่อผสมเข้ากับน้ำร้อน (แต่ไม่เดือด) จะมีรสชาติฝาดนิด ๆ และเพียงแก้วเดียวก็ทำให้คุณรู้สึกปลอดโปร่งได้ ว่ากันว่า มัตชะคือเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้พระสงฆ์ญี่ปุ่นสามารถนั่งสมาธินาน ๆ ได้ แต่ถ้าพูดในแง่วิทยาศาสตร์แล้วมัตชะมีสารที่ชื่อว่า Catechin วิตามินเอและซี ฟลูออไรด์ และสาร L-Theanine ซึ่งช่วยในเรื่องสมาธิ แค่เฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวก็มีมากกว่าบลูเบอร์รี่ถึง 33 เท่า

9.เมล็ดพืช



ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดทานตะวัน เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดฟักทอง หรือเมล็ดพืชอื่น ๆ ก็ล้วนมีโปรตีน ไขมัน วิตามินอี สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุซึ่งช่วยเสริมสร้างสมองอย่างแมกนีเซียม

10.ข้าวโอ๊ต



ถ้ามันดีต่อสุขภาพของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็แปลว่ามันดีต่อสมองของเราด้วย ข้าวโอ๊ตมีใยอาหารและก็มีโปรตีนอยู่พอสมควร หรือแม้แต่โอเมก้า-3 ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่ง การกินข้าวโอ๊ตตอนเช้าจะช่วยให้เราแจ่มใส และไม่ง่วงนอนแม้ในยามบ่ายด้วย

11.หอยนางรม



ไม่ใช่หอยทุกชนิดจะเป็นอาหารสมองได้ แต่หอยนางรมน่ะใช่แน่ ๆ เพราะมีทั้งซีลีเนียม แมกนีเซียม โปรตีน และแร่ธาตุอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพสมอง ก่อนหน้านี้เคยมีการทดลองพบว่า คนที่กินหอยนางรมมีความจำและอารมณ์ดีขึ้นด้วย
อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

10วิธีเปลี่ยนความรักแสนเปราะบาง ให้มั่นคงแข็งแรง

By Sam



ความรักเป็นความรู้สึกที่เปราะบางและแตกหักง่าย ซึ่งตอนนี้หลาย ๆ คนอาจตกอยู่ในห้วงอารมณ์รู้สึกสับสน ไม่แน่ใจ ในความสัมพันธ์ของตัวเอง อีกทั้งจะหันไปปรึกษาใครก็ได้คำตอบที่ไม่ตรงใจสักเท่าไหร่ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น ในวันนี้เราจึงรวบรวมคำแนะนำดี ๆ มาฝากกัน จะได้รู้กันไปเลยว่าถ้าอยากให้ความรักมั่นคงแข็งแรงต้องทำอย่างไรบ้าง

1. ซื่อสัตย์กับคนรัก

ในวันที่รู้สึกไม่แน่ใจและสับสนสิ่งแรกที่ควรทำก็คือ ซื่อสัตย์กับคนรักของตัวเอง โดยการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาทุก ๆ เรื่อง ทั้งแผนที่วางเอาไว้สำหรับอนาคต หรือความรู้สึกที่แท้จริงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะการเก็บงำสิ่งเหล่านั้นไว้กับตัวเองจะยิ่งเพิ่มอารมณ์ด้านลบมากยิ่งขึ้น หรือเรียกง่าย ๆ ว่าอาการคิดมาก สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการทะเลาะกันแน่นอน

2. เชื่อใจกันและกัน

หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูญเสียความเชื่อใจไปแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่จะเรียกความรู้สึกเหล่านั้นกลับมาได้อีก ฉะนั้น ตอนนี้ก็ลบความรู้สึกหวาดระแวงทิ้งไป แล้วสร้างความเชื่อใจขึ้นมา อย่างเช่น ปล่อยให้อีกฝ่ายออกไปหาครอบครัวหรือเพื่อนฝูงบ้างและไม่โทรศัพท์ไปหาบ่อยจนเกินจำเป็น ในระหว่างนั้นตัวเองก็ทำสิ่งที่ชอบไปพลาง ๆ จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

3. พูดคุยกันบ่อยขึ้น

การพูดคุยเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถทำให้ทั้งสองคนเข้าอกเข้าใจและสนิทแนบแน่นกันมากยิ่งขึ้น หากเป็นไปได้ในแต่ละวันควรจะมีการพูดคุยกันบ้างสักนิดสักหน่อย อาจเป็นเรื่องข่าว เหตุการณ์ต่าง ๆ หรือบรรยากาศการทำงานก็ได้ ดีกว่าปล่อยให้ความเงียบเป็นตัวคั่นกลาง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายห่างเหินออกไป

4. ให้ความสนใจ

ในเมื่อมีคนรักอยู่ข้างกายแล้วควรจะดูแลให้ดี เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว หากเป็นไปได้ในแต่ละวันควรจะแบ่งเวลาให้กับคนรักบ้าง พากันไปทานอาหาร ดูหนัง ฟังเพลงเหมือนคู่อื่น ๆ หรือถ้าหากมีเวลาน้อยก็อาจจะซื้อของขวัญ ทำอาหารให้ทาน หรือชวนกันไปเที่ยวสถานที่ใกล้ ๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้

5. แสดงความรัก

ถึงแม้จะรักอีกฝ่ายสุดหัวใจและยอมทำทุกอย่างเพื่อเขาหรือเธอ แต่บางครั้งก็ควรพูดหรือแสดงออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น บอกรัก กอด หรือวิธีง่าย ๆ แบบจับมือขณะเดินช้อปปิ้ง เท่านี้ก็สามารถทำให้อีกฝ่ายหัวใจพองโต หน้าแดงได้แล้ว

6. ให้เกียรติกันและกัน

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็ต้องการคนรักที่เคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันทั้งนั้น ไม่นำเรื่องส่วนตัวไปเปิดเผย หรือทำให้รู้สึกอับอายทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต่างคนต่างก็พูดถึงแต่เรื่องดี ๆ หากมีปัญหาก็เก็บมาพูดคุยกันสองต่อสอง ไม่ใช่โมโหต่อขานว่ากล่าวในที่สาธารณะหรือช่วงที่อยู่กับกลุ่มเพื่อน ๆ

7. ยืนเคียงข้างกัน

นอกจากนี้ควรจะคอยเคียงข้างกันตลอดเวลาไม่ว่าจะมีความสุขหรือทุกข์ใจ ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งให้อีกฝ่ายต้องอยู่คนเดียวเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันหรือช่วงที่กำลังลำบาก ถึงแม้จะไม่มีคำแนะนำหรือวิธีให้กำลังใจดี ๆ แบบคนอื่น แค่นั่งอยู่ข้าง ๆ ร้องไห้ หัวเราะไปด้วยกันก็เพียงพอแล้ว

8. ปรับข้อเสีย

ต่างคนต่างก็มีข้อเสียของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่เพื่อความสัมพันธ์ที่มั่นคงและยั่งยืน หากรู้ว่าตัวเองมีข้อเสียหรือจุดด้อยตรงไหน หากเป็นไปได้ก็ควรจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เป็นปัญหาทำให้มีการทะเลาะกันบ่อย ๆ อย่างเช่น นิสัยเอาแต่ใจ ใช้เงินไม่คิด หรือชอบคิดมาก เป็นต้น

9. ชมให้ชื่นใจ

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแค่คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถทำให้ความสัมพันธ์แข็งแรงขึ้นได้เหมือนกัน เพราะเป็นเสมือนการให้กำลังใจและสร้างความมั่นใจให้กับอีกฝ่ายไปในตัว แถมยังช่วยให้คนที่ถูกชมรู้สึกว่าเป็นคนพิเศษจริง ๆ ด้วย

10. เข้าอกเข้าใจกัน

สำหรับความรักแค่การสื่อสารเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่มีความเข้าใจประกอบไปด้วยกัน โดยเฉพาะเวลาที่มีปัญหาหากต่างฝ่ายต่างเอาแต่พูดเหตุผลของตัวเองปัญหาคงไม่มีวันจบแน่นอน นอกจากจะเปิดใจรับฟังและคิดตามบ้าง ความสัมพันธ์จะแข็งแรงและมั่นคงหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรักเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะมีความเข้าอกเข้าใจ ซื่อสัตย์ และอื่น ๆ ด้วย เพราะถ้าหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้ว รอยแตกร้าวก็จะค่อย ๆ ขยายกลายเป็นปัญหา และเลิกรากันไปในที่สุด ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วว่าควรทำอย่างไรก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันด้วย
อ่านบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มาเพาะเห็ดฟางกันเต๊อะ

By อ๋อง


….ปกติเห็ดฟางเป็นเห็ดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ง่ายเป็นเห็ดที่เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี มีอายุการเพาะสั้นประมาณ 10-15 วัน วัสดุที่นำมาเพาะเห็ดฟางมีหลากหลาย เช่น เปลือกถั่วเขียว, ทะลายปาล์มน้ำมัน. มันเส้น, ผักตบชวา, ต้นกล้วยสับแห้ง, ขี้เลื่อย, ฟางข้าว และ ตอซังข้าว

การเพาะเห็ดฟางมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากเหมือนกับการเพาะเห็ดอื่นๆ ไม่ต้องมีการนึ่งฆ่าเชื้อในวัสดุเพาะ ซึ่งตัวกระผมเองได้ลองเพาะมาแล้วเผื่อพี่ๆน้องท่านไดที่พอจะมีที่ว่างแถวๆข้างบ้านอยากใช้เวลาว่างในวันหยุดอยู่กับครอบครัวลองทำกินกันเล่นๆลองทำได้นะครับไม่ยากทำง่ายมาก องค์ประกอบในการเพาะง่ายๆ ได้แก่ อุปกรณ์
1. วัสดุที่ใช้ในการเพาะ (ฟางข้าว หรือ ตอซังข้าว, หญ้าแฝก, ก้อนขี้เลื่อยเก่า )
2. อาหารเสริม ( ผักตบชวาสดหั่นเป็นท่อน, ต้นกล้วยหั่นตากแห้ง, มูลวัว , แป้งข้าวจ้าว หรือ ข้าวเหนียว ) 3. เชื้อเห็ดฟางแบบก้อน ( ราคาก้อนละ 8-12 บาท ) 4. บัวรดน้ำ 5 พลาสติกใส (ไว้สำหรับคลุม ) 6. ตะกร้า ( จะเป็นตะกร้าพลาสติก หรือไม้ไผ่สานก็ได้ครับ แต่ขอให้มีรูพอให้เห็ดทะลุออกได้ )


......ของผมใช้ตะกร้าไม้ไผ่สานครับ ( เหลือใช้ จากใส่ผัก เอาไปขายในเมือง )







อ่านบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปั่นให้ไกล ไปให้ถึง 100 กม.

โดย. พี่โหน่ง.....สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน



หากคุณใช้เวลาหลังพวงมาลัยรถสัก 100 กม. คงเป็นเรื่องเล็กน้อย แสนง่ายดาย แต่เมื่อคุณอยู่บนอานจักรยานนั้น ทุกอย่างต้องผ่านการเตรียมตัว เตรียมใจ และหัวใจที่หาญกล้าพอจะไปท่องเที่ยวกับจักรยานคุณ ท่ามกลางสายลม แสงแดด ตลอดระยะทาง 100 กม. นี้ แต่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญแต่ใดเลย สำหรับนักปั่นน่องเหล็กผู้โชกโชนประสบการณ์หรือคนที่เริ่มจริงจังกับการปั่นจักรยานมาสักระยะหนึ่งจะรู้ได้ทันทีเลยว่า มันสามารถเป็นไปได้ แต่ถ้ามือใหม่หัดปั่นแล้วอยากจะลองดู วันนี้เรามีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาบอกเพื่อที่คุณจะได้ปั่นทะลุ 100 กม. ใน 1 วันอย่างง่ายดาย

เตรียมตัวให้ฟิต วางแผนให้ดี ก่อนออกไปปั่นจักรยาน
        การเตรียมและวางแผนสำคัญมากในทุกๆ เรื่อง การปั่นจักรยานก็เช่นกัน คุณจะต้องคำนวณเวลาดูว่าวันนี้จะปั่นโดยใช้เวลาประมานกี่ชั่วโมง ศึกษาเส้นทาง ใช้ความเร็วเท่าไรในการปั่นเท่าใด ตัวอย่างเช่น วันนี้คุณจะปั่นสัก 100-120 กม. คุณใช้ความเร็วประมาณ 20-25 กม./ชม. คุณก็ต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชม.ขึ้นไปอยู่แล้ว จึงต้องเผื่อจุดพัก จุดกินข้าว เข้าห้องน้ำ ไว้ให้ดี ที่สำคัญควรเลือกเวลาในการเริ่มต้นปั่นด้วยว่าเราจะออกไปปั่นเวลากี่โมง และจะกลับถึงที่พักหรือบ้านเวลากี่โมง ไม่ต้องซีเรียสว่าทุกอย่างต้องเป๊ะไปตามแผนนะครับ เพราะทุกอย่างมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไปหรอก เอาแค่พอยืดหยุ่นได้ มีกำหนดการคร่าวๆ ก็พอ





 ดื่มน้ำเยอะๆ
        อันนี้น่าจะไม่ต้องบอกอะไรกันมากมาย เพราะเราทุกคนน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกาย ยิ่งเวลาเราออกกำลังกายที่ร่างกายสูญเสียเหงื่อด้วยแล้วยิ่งจำเป็น ดังนั้น เวลาปั่นจักรยาน ร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำมากๆ ควรจิบน้ำบ่อยๆ เวลาปั่นให้ติดเป็นนิสัย หนึ่งในวิธีทดสอบง่ายๆ ว่าร่างกายของเราได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ คือระหว่างทางเวลาเราแวะปัสสาวะ ให้สังเกตสีของมัน หากเป็นสีเหลืองเข้ม แสดงว่าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ควรชดเชยน้ำให้ร่างกายอย่างเพียงพอ โดยเวลาปั่นควรจิบน้ำให้ถี่ขึ้นอีก



กินให้เยอะๆ (ระหว่างปั่น)
        ขณะที่ร่างกายของคุณกำลังเผาผลาญพลังงานด้วยการปั่นนั้น อย่าคิดว่าเอ้ย !! ไม่กินดีกว่า จะได้ลดความอ้วนได้เร็วๆ ด้วย คิดผิดแล้วครับ คุณต้องพยายามกินให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะเป็นพวกของว่างอย่าง ขนม นมเนย น้ำอัดลม หรืออะไรหวานๆ ก็ได้ ที่ให้พลังงานสูง ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพราะรถยังต้องใช้น้ำมัน เราเองก็ต้องการเชื้อเพลิงให้ร่างกายเช่นกัน เพราะถ้าร่างกายคุณขาดพลังงานมากเกินไปแล้ว คุณอาจจะน็อกหรือเกิดอาการแบบหมดแรงเอาดื้อๆ ทั้งๆ ที่ตัวคุณคิดว่ามันยังไหว จะเหมือนหลับกลางอากาศเอาได้


อาหารกลางวัน (ทุกมื้อที่กินระหว่างปั่นสำคัญมาก)
        หากคุณออกเดินทางตั้งแต่เช้า แน่นอนว่า พอตกเที่ยงจะต้องรีบหาข้าวเที่ยงกิน บางคนอาจจะบ่นเอ้ย!! ยังไม่หิวเลย เพิ่งจะกินมาเมื่อเช้านี้เอง อย่าครับอย่า เพราะนั่นอาจทำให้คุณไม่ได้ไปต่อกับเพื่อนร่วมทาง การแวะรับประทานอาหารเที่ยง ควรทานให้มากๆ และควรเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ไม่ต้องกลัวอ้วนครับ แล้วนาทีนี้ ทานให้มากเท่าที่คุณจะทำได้ ผลดีของมันนั้นไม่ได้มีเฉพาะระหว่างปั่นจักรยานที่ทำให้คุณมีแรงเท่านั้น แต่มันจะส่งผลดีหลังจบการปั่นไปแล้วด้วย เพราะมันจะทำให้เราไม่รู้สึกอ่อนเพลียมากเกินไปจากการปั่นจักรยานทางไกลนานๆ แต่นิดนึงครับ ควรนั่งพักสัก 30 นาที ให้ร่างกายได้ย่อยและดูดซึมไปบ้างก่อนออกไปปั่น ไม่งั้นคุณอาจนั่งจุกบนหลังอานได้



 สุดท้าย...ใจเท่านั้นครับ!!
        เมื่อคุณเริ่มปั่นมาได้สักครึ่งทางหรือปกติคุณเคยปั่นซ้อมที่ 40-50 กม.ทุกวัน แต่นี่คุณต้องปั่นถึง 100 กม. แน่นอนว่า ความเมื่อยล้าย่อมเพิ่มเป็นสองเท่า เมื่อคุณพักแวะทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย ความเหนื่อยล้าอาจเริ่มถามหา ความเมื่อยจะทำให้คุณเบื่อ ลมที่พัดตีหน้าสร้างความรู้สึกอยากนอน แท็กซี่ที่อาจจะวิ่งผ่านในเส้นทางนั้น สองแถวที่ดูว่างเปล่าช่างชี้ชวนให้ยกจักรยานขึ้นไปเหลือเกิน หรือจะมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย สุดท้าย ใจคุณต้องนิ่ง เด็ดขาดกับการตัดสินใจว่าจะอยู่บนอานจักรยานนี้จนครบ 100 กม. เมื่อคุณชนะใจตัวเองได้คุณจะสามารถชนะทุกสิ่งอย่างได้ สู้ๆๆ ครับ

 สำคัญที่สุด ….
        อย่ายึดติดว่าจะต้องปั่นให้เร็วเท่าคนนั้น เท่าคนนี้ ต้องทำเวลาให้เร็วกว่าคนอื่น รถจักรยานเราทำมาแพง จะมาปั่นแบบให้รถถูกๆ แซงได้ยังไง?? ถ้าคิดแบบนี้เมื่อไหร่ นั่นคือคุณกำลังลืมไปว่า จักรยานคือหนึ่งในพาหนะที่ช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตช้าลง ซึมซับกับสิ่งรอบข้างระหว่างทางให้มากขึ้น จักรยานจะช่วยสร้างโลกใบใหม่ที่เราไม่ต้องไปเร็วเหมือนใคร แต่เราก็มีความสุขได้ อย่าลืมแวะถ่ายรูปอัปอินสตาแกรมระหว่างทางที่คุณผ่านไปด้วยนะ …. 
อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สติ กับ การทำงาน

By Nick



วันนี้มีโอกาสดีที่จะได้มาเขียน Blog เองบ้าง เพราะช่วงนี้ฝ่ายผลิตของเรากำลังเจอกับปัญหาหนักและใหญ่อยู่ข้อหนึ่งคือ เกิดความผิดพลาดในการทำงานจาก คน หรือ Human Error

ซึ่งเราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ความผิดพลาดที่เกิดจากคนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่อะไรหล่ะที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดความผิดพลาดเหล่านั้นขึ้น?

เท่าที่ผ่านการหาสาเหตุของเหตการณ์ต่างที่เกิดจากคนนั้นพบว่า มีข้อหนึ่งที่ตรงกันคือ

สติในการทำงาน ณ ตอนนั้น หายไป

สติ แปลว่าความระลึกได้ เอาง่ายๆคือ รู้ตัวอยู่เสมอ



การมีสติในการทำงานนั้น ไม่ยากนัก แค่ก่อนทำให้คิดถึงว่าเรากำลังจะทำอะไร จะเกิดสิ่งใด เพียงเท่านี้ ก็จะเกิดสติก่อนการทำงาน

การทบทวน WI ก่อนการทำงานเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่ง เพราะ เราจะรู้ว่าทำอะไรก่อน อะไรหลัง รวมถึงการทำงานโดยใช้ WI จะเป็นการให้สติอย่างดีว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เพราะงานที่เราทำนั้นมีหลากหลายมาก ขั้นตอนปลีกย่อยทั้งหลาย เชื่อว่า ไม่มีใครสามารถจำมันได้ทั้งหมด หลายคนอาศัยความชำนาญว่า ต้องทำอะไรก่อน อะไรหลัง ยิ่งกว่านั้น คือ อาศัยความเคยชินในการทำงาน
อย่างหลังนี่อันตรายมากที่สุด เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากความเคยชินแทบทั้งสิ้น

อะไรหล่ะ คือ สิ่งที่ทำให้เราขาดสติในการทำงาน

สิ่งที่ทำให้เราขาดสติในการทำงานนั้นมีมากมาย แค่คิดว่าสิ่งที่ต้องทำต่อไปคืออะไร แค่นี้ก็สามารถทำให้ใจเราหลุดลอยไปถึงงานต่อไปได้แล้ว เมื่อใจเราลอยไปหางานถัดไปสติกับงานปัจจุบันก็จะขาด และร่างกายจะทำไปด้วยความเคยชิน และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด

อีกอย่างหนึ่ง คือ สิ่งเร้าภายนอก เช่น ความหิว/มีการเรียกมาจากเพื่อนร่วมงาน/ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน สิ่งที่กล่าวมาสามารถทำให้ใจเราหลุดลอยออกจากงานที่ทำปัจจุบันและทำให้ไม่มีสติกับการทำงานที่ทำอยู่ตรงหน้าได้ จะเห็นได้ว่าสตินั้นมีปัจจัยให้หลุดออกจากงานที่ทำตรงหน้าได้หลายอย่างมาก

แล้วอะไรจะมาช่วยให้เรามีสติกับการทำงานได้???

1. การวางแแผนการทำงานก่อนเริ่มงาน

หลายครั้งที่มีโอกาสร่วมการส่งกะหรือประชุมกะ พวกเราแทบทั้งหมดจะทราบถึงงานใหม่ๆที่มีการอัพเดท หรือ งานต่างๆส่งต่อกันมาจากกะก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้จะถูกพูดถึงในการส่งกะ และเราทีมงานทุกคนจะทำการจดหรือบางคนจำ เพื่อให้ทราบว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่มีหลายคนที่สามารถทำอย่างหนึ่งได้ นั่นคือ Checklist ว่างานวันนี้เราต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งมีทั้งงานรูทีนและงานใหม่ สิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่คอยเคือนสติเราว่าต้องทำอะไรบ้าง

2. เรียงลำดับความเร่งด่วนและสำคัญ

การทำงานที่เรียงลำดับความสำคัญและเร่งด่วนจะทำให้ทำงานได้อย่างมั่นใจและไม่เกิดความกังวลเพราะบางครั้งหากเราเกิดอาการ หลุด ลืมงานสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จภายในกะเราไปเมื่อเวลาใกล้หมดจะทำให้เราเกิดการรีบเร่งในการทำงาน ซึ่งเพิ่มโอกาสในการผิดพลาดได้ ดังนั้นอย่าลืมเรียงลำดับความสำคัญในการทำงานด้วย

หัวหน้างานต้องมีส่วนช่วยเหลือและสอนทีมงานในการเรียงลำดับความสำคัญ เพื่อให้ทราบถึงปริมาณงานของทีมงาน และจะได้วางแผนกระจายงานที่ สำคัญ ออกไปให้ไม่กระจุกอยู่ที่คนใดคนหนึ่ง เพื่อที่จะได้ลดความเร่งร้อนในการทำงาน อันเนื่องมาจากความไม่รู้ว่างานไหนสำคัญกว่ากัน เร่งร้อนเพื่อที่จะทำทุกอย่างให้เสร็จ

3. ทบทวน WI ก่อนทำ และ ใช้ WI ในการทำงาน

การทบทวน WI เป็นการเตือนสติเราว่าเราต้องทำอะไรบ้างซึ่งเป็นเหมือนการบอกตัวเองครั้งหนึ่งก่อน และเมื่อถึงเวลาทำงานโดยใช้ WI/Checklist จะทำให้เราทำงานอย่างมีสติถูกต้อง และลดโอกาสความผิดพลาด

จากการสังเกต มีหลายคนที่ใช้ WI ในการทำงานได้ดีคือ ทำไปเชคไป กับอีกส่วนหนึ่งที่เรียกได้ว่าใช้ WI แค่เพื่อให้ได้ชื่อว่าใช้ คือทำไปจนจบแล้วมาเชค แบบนี้เราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการใช้ WI

ซึ่งอยากฝากทุกคนเรื่องทัศนคติในการทำงานข้อหนึ่งไว้ว่า

ทีมงานมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทีมงานการทำงานได้รวดเร็วหรือเก่งกาจ แต่คือ ทีมงานที่สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามวิธีการและปลอดภัย ;)

4. จำกัดปัจจัยภายนอก และ หลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ข้อสี่นี้อยากให้ทุกคนฝึกปฏิบัติกันให้ดี เพราะ สาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในปีนี้ มีข้อนี้เป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น

การจำกัดปัจจัยภายนอก แปลง่ายๆคือ ให้ความสำคัญกับงานที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าที่สุดเสมอ นั่นคือ การมีสติในการทำงานตรงหน้านั่นเอง รู้ว่ากำลังเปิดวาล์ว รู้ว่าจะต้องปิดวาล์ว รู้ว่าการกระทำในแต่ละขั้นตอนจะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เราทำ

- สิ่งที่เข้ามาภายนอก เช่น เพื่อนหรือหัวหน้าเรียก เราต้องบอกให้รอก่อนสักครู่หนึ่ง ให้สิ่งที่ต้องทำตรงหน้าลุล่วงไปก่อน หรือ หากเป็นสิ่งเร่งด่วน เราต้องรู้ว่างานที่ทำนั้น หยุดตรงไหนถึงจะปลอดภัย

- ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น ความหิว เวลาเลิกงาน หรือ ตารางงานอักแน่นให้ เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการวางแผนการทำงาน. หากงานมีปริมาณมากเราต้องแจ้งให้หัวหน้าทราบ ขอความช่วยเหลือ หรือหาทางแก้ไข อย่าพยายามทำงานเกินกำลัง หรือ รีบร้อนทำงาน ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะงานเยอะจึงต้องรีบเคลียงาน นี่เป็นทัศนคติในการทำงานที่ผิด

หลีกเลี่ยงความเสี่ยง

เป็นทัศนคติในการทำงานอีกข้อหนึ่งที่สามารถทำให้เราทำงานอย่างมีสติได้ เช่น บริเวณที่จะเข้าไปทำงานไปลอดภัย หรือ ไม่สะดวก ให้เราทำการแก้ไขให้ดีก่อนที่จะเข้าไปทำงาน อย่าฝืน เพราะใจเรานั้นจะไปพะวงกับความปลอดภัยในการทำงานของตัวเองจนสติของเราไม่อยู่กับงานที่ทำได้

หากมีความจำเป็นต้องทำงานในที่ๆมีความเสี่ยง ต้องหันมาปรึกษากับหัวหน้างาน เพื่อให้ทราบถึง อันตรายและโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพื่อหาทางเพื่อลดความเสี่ยงนั้นและในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินว่าใครจะต้องทำอะไร

แต่ดีที่สุด คือ ไม่ทำงานแบบมีความเสี่ยง เพราะ ผลกระทบนั้น ไม่มีใครในทีมงานเราสามารถรับได้คนเดียว ผลกระทบที่เกิดขึ้น ส่งผลถึงทั้งบริษัท


เชื่อว่าหากทีมงานของเราทุกคนสามารถทำได้อย่างข้างบนแล้ว โอกาสความผิดพลาดในการทำงานของพวกเราจะลดลง และเป็นการฝึกให้เรามีสติอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

อะไรที่พลาดไปแล้วเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ แต่เราเรียนรู้จากมันได้

อ่านบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปวดหลัง ปัญหาใหญ่ของวัยทำงาน

By โก๋



อาการปวดหลังเคยมาเยื่อนคุณบ้างไหม ถ้าไม่เคย คุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีมากๆ เพราะจากตัวเลขผู้เข้าใช้บริการโรงพยาบาลจากสำนักงานกองทุนเงินทดแทนพบว่ากลุ่มคนทำงานเป็นกลุ่มที่ปวดหลังบ่อยจำนวนพอๆ กับผุ้สูงอายุเลยทีเดียว

อาการปวดหลังนั้นมีหลายสาเหตุ แต่หากสงสัยว่า อาการปวดหลังที่ประสบอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับการทำงานแล้วล่ะก็ ลองพิจารณาดูปัจจัยต่อไปนี้

• ปวดหลัง หลังจากการทำงานที่ต้องนั่งนาน หรือมีท่าการทำงานท่าเดียวนานๆ มีการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง เช่น บิดเอี้ยวตัวอย่างแรง และเร็ว จนอาจทำให้กระดุกสันหลัง แอ่น โค้งหรือบิดงอได้ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลัง

• มีอารมณ์เครียดจากการทำงาน เป็นระยะเวลานาๆ เรื่องของอารมณ์นี้ คุณคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับอาการปวดหลัง แต่กายและจิตใจเชื่มต่อกัน ความเครียดของคุณส่งผลต่อการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

• อาการปวดหลัง เกิดหลังจากยกของหนัก หรือขนย้ายสิ่งของด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ก้มตัวลงมาหยิบของ แล้วยืดขึ้นทันที หรือเอี้ยวตัวรับของ รวมทั้งกรณีที่ต้องแบกรับน้ำหนักที่มากเกินไปเป็นเวลานานๆ

• ลักษณะการทำงาน ต้องคุกเข่า คลาน ปีน หรือขึ้นลงบันไดเป็นเวลานานๆ หรือเป็นประจำ เอื้อต่อการปวดหลังมากขึ้น

• ปวดหลังเพราะร่างกายขากความยืทดหยุ่น ขาดการออกกำลังกายนานๆ จนกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ส่งผลไม้เมื่ออยู่ในท่าใดนานๆ จะเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย

เมื่อสงสัยว่าอาการปวดหลังที่พบเห็นนั้น อาจจะมาจากการทำงาน เพราะลักษระงานเอื้อต่อการปวดหลังอย่างมาก บางคนต้องนั้งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานกว่าวันละ 8 ชั่วโมง อยุ่ทำโอทีอีก 3 -4 ชั่วโมงหลังเลิอกงาน หรือเข้าสู้ช่วงงานเร่ง ต้องทำงานล่วงเวลา และการทำงานสมัยนี้หลายคนก้ต้องอาสัยอินเตอร์เน็ตเพื่อการติดต่อสื่อสาร หรือหาข้อมูล ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนั่งเป็นเวลานานๆ

อาการปวดหลังที่เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ นั้น ส่วนมากมักมาจากการปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากล้ามเนื้อต้องเกร็งตัว โดยฌฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณหลังต้องใช้พลังงานที่สพสมเอาไว้ไปกับการเคลื่อนไหวเมื่อพลังงานสะสม ก้เริ่มออกอาการ คือ เมื่อยล้า ถ้าเริ่มรู้สึกปวแหมื่อย ลองเปลี่ยนท่า แปลี่ยนอิริยาบถพักผ่อนบ้าง เอนหลังพิงพนักแล้วหลับตา หรือลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังเล็กๆ น้อยๆ พอให้เปลี่ยนท่าทางบ้าง กล้ามเนื้อก็จะสดชื่นขึ้นมา

แต่ส่วนใหญ่แล้ว ปัยหาคือทำงานเพลิน ทำงานไปเรื่อยจนลืมอาการปวดหลัง จึงไม่ได้ลุกออกมาเปลี่ยนท่าทาง นั่นหมายความว่ากล้ามเนื้อเราก็ต้องทำงานต่อเนื่องยาวนานเช่นกัน ความผิดปกติ จึงเพิ่มจากเมื่อยล้าล้าเป็นปวดหลัง อาจมีอาการแข็งร่วมด้วย เพราะกล้ามเนื้อเกร็งตัว จนขาดเลือดไปเลี้ยงมีกรดแลคติดสะสมในกล้ามเนื้ออันเกิดจากความเนื่อยล้า อาการนี้สะสมยาวนาน จะกลายเป้นปัยหาต่อการทำงานได้ เพราะกล้ามเนื้อจะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพเรื่อยๆ

ดังนั้น เมื่อเริ่มมีอาการปวดหลัง อย่านิ่งนอนใจ แล้วปล่อยให้ร่างกายต้องทนรับสภาพกล้ามเนื้ออ่อนล้า เพราะเพียงแค่คุณสละเวลาแก้ปัยหาปวดหลังตั้งแต่ยังไม่เริ่มอาการหนักก้จะช่วยได้เยอะโดย

1. เปลี่ยนท่าทาง : กฏเหล็กของการทำงานคือ ไม่ควรทำงานด้วยท่าหนึ่งท่าใดนานๆ ต้องเปลี่ยนท่าอยู่เรื่อยๆ หรือปล่อยเอนหลังให้กล้ามเนื้อได้พักผ่อนบ้าง

2. ออกกำลังกายท่าง่ายๆ : ถ้าเมื่อย เหนื่อยล้า ลองลุกมายกแขน ขา เหมือนท่ากายบริหารสมัยเด็กๆ เช่น ท่าหมุนคอ ท่าก้มแตะ หรือท่าเขย่งปลายเท้า สามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ทั้งนั้น โดยแต่ละท่าควรทำค้างไว้สัก 5 วินาที

3. คลายปวดด้วยการประคบรอ้น : หากอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้นสามารถใช้การประคบร้นช่วยได้โดยหาซื้อ Cold/Hot pack ติดไว้ที่ทำงาน เมื่อเริ่มอาการปวดหลัง ให้นำแผ่นเจลแช่น้ำร้อนแล้วนำมาประคบบริเวณที่ปวด สัก 10 – 20 นาที วิธีนี้ใช้ได้ดีทั้งปวดหลัง ปวดไหล่ และถ้าวันไหนปวดหัว มีไข้ก็ยังนำไปแช่ตู้เย็น ทำเป้นแผ่นประคบเย็นได้

4. หมอนสารพัดประโยชน์ : ในที่ทำงานถ้าสามารถหาหมอนอิงสักใบ มาไว้แก้เมื่อยจะช่วยได้มากหวกปวดหลังให้นำหมอนมารองบริเวณที่มีอาการปวด รองแถวๆ บั้นเอว จะช่วยได้ หรือหากเก้าอี้เตี้ยเกินไป ทำให้ต้องโน้มตัวไปทำงาน ก็ให้เปลี่ยนหมอนมารองนั่ง เพิ่มความสูงขึ้นมาให้พอดี

นอกจากวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น ป้องกันกันอาการปวดหลังแล้ว ต้องลองพิจารณาอุปกรณ์ที่เราทำงานด้วย เช่น ขนาดของโต๊ะ และเก้าอี้เหมาะกับสรีระของเราหรือไม่ ความสูงของเก้าอี้และโต๊ะ ควรได้ระดับที่แขนวางเป็นมุมฉากกับลำตัวพอดี ปรับคอมพิวเตอร์ให้จออยู่ในระดับสายตัว ส่วนแป้นคีย์บอรืดควรอยู่ในระดับข้อศอกจะได้ไม่ต้องยกแขนขึ้นมาพิมพ์ ส่วนเมาส์ ถ้าใช้แบบไร้สายได้ ก้จะเคลื่อนไหวได้อิสระขึ้น เมื่อปรับท่าทางอย่างดีแล้ว ก็ทำงานได้เต็มที่แต่ไม่ควรเกิน 1 ซม. ต้องลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

ชีวิตทำงาน กินเวลาไปกว่าครึ่งของชีวิตเรา ถ้าหากทำงานแล้วส่งผลให้เจ็บป่วย เมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว นอกจากงานไม่ดีแล้ว รายได้จากการทำงาน ยังต้องเตรียมไว้ให้กับค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

รักจะเป็นคนทำงานที่ฉลาด อนาคตไกล ต้องใส่ใจสุขภาพตัวเองเท่าๆ กับงาน

ที่มา : นิตสาร ใกล้หมอ

ตอนนี้มีเรื่องที่รอลงอยู่เยอะพอสมควรเลยครับผม มีหลายๆคนมาถามว่าเมื่อไหร่จะลงต้องขอบอกว่าอดใจรอกันนิดนึงนะครับ

นิคพยายามเกลี่ยๆเรื่องไม่ให้อารมณ์มันซ้ำๆ เปลี่ยน แนวทุกๆอาทิตย์ จะได้หลากหลายครับ สำหรับเรื่องที่รอลงอยู่ดูจากรูปด้านล่างได้เลยที่สีเขียวๆคือรอลงครับ


อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

การพัฒนาตนเองสู่ความเป็นผู้นำ

By Anusorn


วันนี้พี่เกียรติชายมีเรื่องของการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้นำมานำเสนอ ใครอยากพัฒนาตัวเองเป็น Sup ในอนาคตเข้าไปอ่านกันเล๊ยยย

1.ต้องรู้จักตนเองเป็นอย่างดี ผู้นำที่ดีจำเป็นต้องรู้จักตนเอง รู้ว่าผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชามีความคาดหวังอะไร และคิดอย่างไรกับตนเอง ผู้นำที่พยายามสอบถามข้อมูลป้อนกลับในการทำงานตนจากแหล่งต่างๆจะเป็นผู้ที่เข้าใจและสามารถปรับปรุงพฤติกรรมต่างๆ ของตนเองและจะกลายเป็นผู้นำที่ดีในที่สุด

2.พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง ผู้นำที่ดีต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง เมื่อทำผิดหรือเกิดความผิดพลาดขึ้นก็ต้องยอมรับในความเป็นจริง เพราะแม้แต่ผู้นำที่ดีที่สุดก็เคยทำผิดพลาด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้นำที่ดีจะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดในครั้งนั้น และแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นโดยเร็วที่สุดพร้อมกับหาหนทางป้องกันไม่ไห้เกิดการผิดพลาดซ้ำขึ้นอีก

3.ต้องใจกว้างและไม่เห็นแก่ตัว การที่จะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องรู้จักใช้อำนาจอย่างถูกวิธี รู้วิธีในการกระจายอำนาจของตนให้แก่ผู้อื่นรวมถึงให้เวลาในการทำงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองด้วย
4.ฟังให้เป็น...เป็นผู้ฟังที่ดี โดยปกติแล้วผู้นำส่วนใหญ่มักจะคิดว่า “ตนจะพูดอะไรต่อไป” มากกว่า “ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ (Deep Lisining)” ซึ่งนั้นจะทำให้ผู้นำไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีและมีศักยภาพได้ เพราะ “การฟัง” แตกต่างจาก “การได้ยิน” ดังนั้น ทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งของผู้นำคือ ฟังอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้นำจะต้องพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ฟังจับประเด็นในสิ่งที่ฟังให้ดีและให้ถูกจุดนอกจากนั้นต้องไม่ขัดจังหวะในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูดอยู่

5.เชื่อในสัญชาตญาณของตน เมื่อผู้นำรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลหรือมีอะไรทำให้รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ ผู้นำต้องเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง หยุดแล้วลองย้อนกลับมาดูในเรื่องที่กังวลนั้นอย่างใส่ใจเพื่อความสมบูรณ์ถูกต้อง สัญชาตญาณของผู้นำนับเป็นสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างประสบการณ์และทักษะความรู้ของตัวผู้นำ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งที่สัญชาตญาณของผู้นำช่วยให้องค์กรผ่านพ้นวิกฤตไปได้

6.เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด ผู้นำที่ดีต้องเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดมากกว่ายึดติดกับความสำเร็จของตนในอดีต เพราะนี่คือสิ่งที่ผู้นำควรต้องเรียนรู้เพื่อไม่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำ

7.รู้จักเปิดรับแนวคิดใหม่ ๆ ผู้นำจะต้องเปิดรับผู้ที่เสนอแนวคิดใหม่ๆ ให้แก่องค์กร เพราะแนวคิดของคนเหล่านี้จะนำความก้าวหน้ามาสู่องค์กรหรือหน่วยงานได้อย่างแท้จริง ในปัจจุบันสิ่งที่องค์กรต้องการคือความคิดดีๆจากพนักงาน มีคนเคยกล่าวไว้ว่าใน 50 ความคิด ถ้ามีเพียง 1 ความคิดที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับองค์กรหรือหน่วยงานได้ก็นับได้ว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว

8.ต้องมีความเด็ดขาดและเด็ดเดี่ยว โดยปกติผู้นำในระดับสูงที่มีศักยภาพที่ดีต้องการข้อมูลที่จำเป็นและสำคัญเพียงแค่ 60% เท่านั้น ก็เพียงพอต่อการตัดสินใจอย่างรอบคอบของเขา ดังนั้นการตัดสินใจโดยที่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจมากเกินไปไม่ได้หมายความว่าเป็นการตัดสินในที่ดีและถูกต้องเสมอไป ซึ่งในทางกลับกันนั่นอาจจะทำให้การตัดสินใจล่าช้าและไม่ทันการณ์ก็เป็นได้

9.กล้าหาญ มีผู้นำมากมายที่ไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือควรทำ ไม่กล้าแม้แต่จะคัดค้านผู้อื่นในสิ่งที่รู้ว่าผิด ผู้นำที่มีศักยภาพต้องมีความกล้า กล้าพูด กล้าตัดสินใจ ต้องเป็นคนนำเสนอแนวคิด และกระตุ้นให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงความคิด รวมทั้งกล้าจะรับผิด และกล้าที่จะลงโทษผู้กระทำผิด

10.ยืนหยัดรับคำวิจารณ์ ต้องยอมรับคำวิจารณ์ ผู้นำต้องเข้าใจว่า คำวิจารณ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิดขึ้นในองค์กร เงยหน้ารับคำวิจารณ์และหลีกเลี่ยงการต่อต้านหรือปกป้องตนเองจากคำวิจารณ์เหล่านั้น ต้องไม่คิดเครียดแค้นหรือแก้แค้นเพื่อตอบโต้กับผู้ที่มาวิจารณ์ เพราะจะส่งผลเสียต่อผลการปฏิบัติงานทางที่ดีควรปรับทัศนคติโดยคิดว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นการติเพื่อก่อแล้วนำปรับปรุงพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

11.ปฏิบัติงานโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ผู้นำไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ต้องตั้งเป้าหมายในระยะยาว เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานหรือองค์กรของตน เพราะไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงานในระดับใดย่อมต้องการที่จะทราบว่าพวกเขากำลังทำอะไร กำลังเดินไปในทิศทางใด และทำไปเพื่อเป้าหมายหรือผลลัพธ์ใด

12.อย่าทำให้ผู้อื่นเสียเวลาโดยไร้ประโยชน์ โดยปกติแล้วสิ่งที่ผู้นำควรใส่ใจเป็นอันดับต้นๆ คือ ต้องคำนึงว่านโยบายที่ออกมาจากผู้นำนั้นต้องไม่เป็นสิ่งที่ทำให้ขั้นตอนการทำงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่ากับสิ่งที่ลงมือไป ดังนั้นในระหว่างการทำงานผู้นำควรใส่ใจที่จะถามคำถามกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนว่า “มีนโยบายหรือขั้นตอนที่ผม/ดิฉันกำหนดมาและทำให้พวกคุณเสียเวลาหรือทำงานล่าช้าลงไปหรือไม่” ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่คงไม่กล้าที่จะตอบคำถามนี้ แต่หากมีเพียงสักคนที่ตอบคำถามด้วยความจริงใจนั่นจะเป็นเสมือนแนวทางที่ช่วยให้ผู้นำสามารถเรียนรู้และเติบโตเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีได้ต่อไป

13.ให้ความสำคัญกับทุกคนที่ทำงานเพื่อเรา ผู้นำจำเป็นต้องให้ความใส่ใจกับทีมงานทุกคน ต้องรู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดบ้างที่เป็นผู้สร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น และเลือกที่จะยกย่องชื่นชมพวกเขาอย่างจริงใจ อย่าละเลยคนที่ทำงานปิดทองหลังพระ

14.อย่าส่งสัญญาณว่า “กำลังไม่ไว้ใจ” ผู้นำที่ชอบพูดว่า “ผม/ดิฉันไม่ต้องการเรื่องเซอร์ไพรส์” หรือ “แจ้งให้ผม/ดิฉันทราบก่อนที่คุณจะลงมือทำอะไร” หรือ “ในช่วงที่ผม/ดิฉันไปพักร้อน ผม/ดิฉันจะโทรหาคุณทุกเช้าเพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหวของงานที่คุณทำ” คำพูดต่างๆเหล่านี้กำลังทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณรู้สึกว่า “ผู้นำกำลังไม่ไว้ใจในศักยภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนอยู่” ข้อความเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งทำให้พวกเขากังวล ขาดความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และอาจส่งผลให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

15.ใส่ใจกับความล้มเหลว ผู้นำส่วนใหญ่จะพยายามพูดถึงแต่ผลงานที่ประสบผลสำเร็จเพื่อทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกดีใจและชื่นชม ในขณะที่พยายามซ่อนหรือปกปิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นการกระทำเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่ถูกต้องในการเป็นผู้นำที่ดี เพราะการซ่อนหรือปกปิดปัญหาอาจทำให้เกิดข้อขัดแย้งที่รุนแรงและนำมาซึ่งความล้มเหลวในการบริหารงานในอนาคตได้

16.พัฒนาทักษะการเป็นผู้นำให้แข็งแกร่ง คุณไม่ควรหยุดการพัฒนาแม้แต่วินาทีเดียว การหยุดพัฒนาเปรียบเสมือนการก้าวถอยหลัง ดังนั้น ผู้นำที่ดีจึงควรที่จะพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ รวมถึงทักษะการจัดการและการบริหารงานใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ การที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้น คุณต้องเป็นผู้ที่สามารถบริหารเวลาได้ดี ต้องมีความรอบคอบ ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแม่ยำ และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด
1
7.ทำความเข้าใจกันระหว่างผู้นำและผู้ใต้บังคับบัญชา การเป็นผู้นำที่ดีคุณต้องเข้าใจสไตล์ที่แตกต่างกันของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน พร้อมทั้งปรับสไตล์ของตนเองให้เข้ากับผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละสไตล์ ในทางกลับกัน คุณต้องเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เรียนรู้และเข้าใจในตัวตนของคุณด้วยเช่นกัน คุณต้องบอกพวกเข้าในสิ่งสำคัญที่คุณเป็น รวมทั้งชี้แจงในสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้คุณชอบหรือไม่ชอบผู้ใต้บังคับบัญชาจำเป็นที่จะต้องเข้าใจและรู้จักตัวตนของผู้นำตั้งแต่เริ่มต้น

18.ต้องไม่มุ่งเน้นแต่เรื่องของผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์ที่ดีถือเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้นำที่ไม่ใส่ใจกับระบบขั้นตอนต่างๆ หรือแนวทางการปฏิบัติงานระหว่างทางเลยอาจจะนำมาซึ่งความผิดพลาดอันใหญ่หลวงได้ ดังนั้นผู้นำที่ดีควรจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนหรือวิธีการดำเนินการในระหว่างทางอย่างสม่ำเสมอ หากเกิดปัญหาขึ้นจะได้สามารถแก้ไขได้ทันการณ์ ซึ่งแนวทางและขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพจะส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ที่ดีให้อนาคตแล้วทีมงานของคุณจะรักในความจริงใจ และความตรงไปตรงมาของคุณ

19.รู้จักปล่อยวาง มีผู้นำมากมายที่กังวลมากจนเกินไปและเคร่งเครียดตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้ได้ผลงานที่ดีและเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชา พวกเขาไม่เคยคิดที่จะปล่อยวาง ซึ่งสิ่งนี้มักจะทำให้เกิดบรรยากาศในการทำงานที่ตึงเครียดซึ่งจะส่งผลโดยตรงไปยังบุคคลรอบข้างและผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้นำที่ดีสามารถแสดงความโกรธและความเครียดได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องสามารถควบคุมอารมณ์ของตนและปล่อยวางบ้างในเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่และความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

20.ระวังเรื่องของ “การขู่” ผู้นำที่กระตุ้นผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยการขู่จะไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ ไม่ว่าผู้นำจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตามการเป็นผู้นำที่ดีย่อมต้องสัมพันธ์กับการเป็นนักวางแผน นักการบริหาร นักจิตวิทยา และในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นผู้สนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาที่ดีด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ผู้นำต้องหมั่นฝึกฝนและรู้จักพัฒนาตนให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน เพื่อให้พร้อมสำหรับอนาคตของคุณ
อ่านบทความทั้งหมด