วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข

By พี่โหน่ง



ได้อ่านบทเทศน์ของท่าน ว.วชิรเมธีแล้วน่าสนใจเผื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อพนักงานหรือองค์กรบ้างไม่มากก็น้อยเลยเลือกมาลงใน Blog  ถ้าจะมีใครนำมาปฏิบัติอาจเกิดผลดีต่อตนเองก็เป็นได้ ซึ่งต้องขอขอบคุณบทความดีจากไทยรัฐออนไลน์และกราบนมัสการพระคุณเจ้าที่นำแต่สิ่งดีๆแก่คนไทยในยามที่ประเทศไทยต้องการกำลังใจ

ว.วชิรเมธี ทำงานอย่างไรให้มีความสุข (ไทยรัฐ)

         
สุดท้ายที่จะมาเทศน์ผ่านไทยรัฐออนไลน์ คือ ท่าน ว.วชิรเมธี พระอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการเทศน์ในทุกหัวข้อ จนได้ฉายาว่าพระผู้รอบรู้ เพราะแทบไม่มีเรื่องอะไรเลยที่ ท่าน ว.ตอบให้กับสังคมไม่ได้ ที่สำคัญทุก ๆ คำตอบของท่านตอบด้วยธรรมะที่คติธรรมโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด...!!!

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifศิลปะการทำงานให้มีความสุข
          หัวข้อทำงานอย่างไรให้มีความสุขเป็นหัวข้อของอาตมา ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif1. ทำงานที่ใจรัก เพราะถ้าเราทำงานที่ใจรักทุก ๆ วันจะเป็นวันแห่งความสุข เราไม่ต้องรอว่าความสุขจะมาถึงเราวันเสาร์-อาทิตย์แต่ทุกวันที่เราทำงานจะเป็นวันแห่งความสุขของเราเพราะว่าเราทำด้วยความรัก
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif2. ทำงานทุกชิ้นให้เต็มที่ให้ดี เพราะเมื่อเราสร้างงาน งานจะย้อนกลับมาสร้างคน งานคือเวทีแสดงออกซึ่งศักยภาพในการทำงานของเราทุกครั้งที่เราทำงานให้เต็มที่และทำอย่างดีที่สุด คนก็จะเห็นคุณค่าของเราว่ามีมากน้อยเพียงไร ดังนั้นเมื่อเราตั้งใจสร้างงาน งาน 1 ชิ้นก็จะย้อนกลับมาสร้างคน
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif3. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสเพราะเมื่อเราทำงานด้วยความสุจริตก็ไม่ต้องมานั่งระแวงภัยที่จะตามมาในอนาคตซึ่งเกิดจากการตามจับผิด โดยหน่วยงานของทางการต่างๆ ถ้าเราทำวันนี้ให้ถูกต้องก็ไม่ต้องนั่งกังวลว่าวันวานมันจะผิด
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif4. เป็นนักประสานสิบทิศ อย่ามัวแต่ทำงานจนหลงลืมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่มีใครเก่งอยู่ได้คนเดียว แท้ที่จริงเราจะต้องอาศัยผู้ร่วมงานจากทุกฝ่ายอยู่เสมอ ดังนั้นอย่ามัวแต่ทำงานแต่จงทำคนด้วย เพื่อก่อให้เกิดสภาวะงานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์ คนก็สำราญ งานก็สำเร็จ ใครทำงานได้อย่างนี้คน ๆ นั้นจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน จนกล่าวได้ว่า งานก็สำเร็จ ชีวิตก็รื่นรมย์

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารักจะมีความสุขหรือเปล่า
          ตอบได้อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ทำงานที่เรารัก วิธีคิดที่ดีคือการมองเชิงบวก เวลาเจองานหนักก็ให้บอกตัวเองว่านี้คือการฝึกตัวเอง เวลาเจอปัญหาซับซ้อนก็บอกตัวเองว่ายิ่งปัญหาซับซ้อนเราก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น เวลาเจอเจ้านายที่ละเมียดละไมเหลือเกินก็ให้บอกตัวเองว่า นายที่รอบคอบแบบนี้จะฝึกเราให้สมบูรณ์แบบ ฉะนั้นถ้าเรามองเชิงบวกให้เป็นถึงแม้เราจะไม่ได้ทำงานที่เรารักแต่เราก็จะมีความสุขเสมอ ในเมื่อไม่มีสิ่งที่เราชอบ เราก็ควรชอบสิ่งที่เรามี เพราะในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรอย่างใจหวัง และจะไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำมีแง่ดีแง่งามอยู่เสมอขอให้เรามองให้เห็น ถ้ามองเห็นเราก็จะเป็นสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifวิธีการมองเห็นทำอย่างไรถึงจะมองเห็นกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
          คุณสมบัติที่จะเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขนั้น มี 2 อย่าง
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif1. สังเกต สังเกตหาแง่ดีแง่งามของสิ่งต่าง ๆ ที่เราทำอยู่ให้เจอ เช่น งานของพระอาจารย์เป็นงานที่ต้องเดินทางบ่อยมากไปเทศน์ไปสอนตลอด หลายคนก็บอกว่าเหนื่อยมาก ๆ  ถ้ามาถามพระอาจารย์จะบอกว่ามันเหนื่อยก็จริงแต่มีความสุขมากเพราะได้เดินทางไปทั่วโลก ได้เจอผู้คน ได้พบภูมิประเทศใหม่ ๆ ได้สานสัมพันธ์ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นในความเหนื่อยเราก็ได้เดินทางท่องไปทั่วทั้งโลก นี่คือแง่ดีแง่งาม แต่ส่วนใหญ่คนมักจะมองอยู่จุดเดียวมองแค่ว่าเรากำลังเหนื่อยหนักจริง ๆ เหนื่อยก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ดีเมื่อพิจารณาจริง ๆ แล้วมันมีมากกว่า ให้เราสังเกตอย่างนี้ รู้จักสังเกต รู้จักพินิจ พิจารณา เราจะเห็นความแตกต่างเสมอ
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif2. สังเกตแล้วต้องสังกาให้ตั้งคำถาม ว่าเราจะสร้างสรรค์งานที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม... ก็จะเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาทุกครั้งไป กาลิเลโอก็ดี นิวตั้นก็ดี ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะว่า เขาชอบตั้งคำถามว่าทำไม นั่นแหละเคล็ดลับในการทำงาน

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifทำงานที่ชอบแต่เงินเดือนน้อยมองอย่างไรให้เป็นสุข
          ถ้าเงินเดือนน้อยก็ต้องลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของเราทิ้งไป แทนที่จะไปเรียกร้องเงินเดือนให้สูงขึ้นกว่าจะได้ก็ช้ามาก ก็ใช้วิธีปรับวิธีในการบริโภคของเราลง ที่จะบริโภคต่างความอยาก ซึ่งเติมอย่างไรก็ไม่เต็มมาบริโภคตามความจำเป็น ดีกว่ามุ่งประโยชน์ใช้สอยอย่างมุ่งประโยชน์ใช้สวย ถ้าเราจับจ่ายใช้สอยในการถือหลักประโยชน์ใช้สวยมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่ถ้าเราถือหลักจับจ่ายใช้สอย คือจำเป็นแค่ไหนก็จับจ่ายใช้สอยแค่นั้น พอกินพอใช้ ถึงแม้ไม่รวยแต่ก็ไม่ถึงขั้นตกต่ำย่ำแย่ แทนที่เราจะเรียกร้องเงินเยอะ ๆ ทำไมเราไม่ลดหรือเปลี่ยนวิธีในการบริโภคของเราแทน บริโภคต่างตัณหาทำให้เรามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ แต่บริโภคตามปัญญาถึงเงินไม่มากมายอะไรแต่เราก็มีความสุขตามสมควร...



http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifวิธีการแก้ปัญหาในที่ทำงาน ทั้งโดนนินทา โดนแกล้ง
          ให้ถือซะว่ามารไม่มีบารมีไม่เกิด เวลาที่เราทำงานต้องมีอยู่แล้วคนแกล้งคนไม่พอใจคนอิจฉาตาร้อนให้เราถือหลักว่า
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif1. มารไม่มีบารมีไม่เกิด
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif2. สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นกำไรเสมอ
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif3. อยู่ใต้ฟ้าอย่ากลัวฝน เกิดเป็นคนอย่ากลัวคำนินทา
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif4. ถูกชมก็เข้าท่าถูกด่าก็ไม่เลว เหล่านี้เป็นคติที่พระอาจารย์ใช้ทำงานอยู่เสมอ จึงสามารถรับมือได้ทุกกระบวนท่า

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifกว่าจะผ่านปัญหาไปได้ต้องฝึกฝนตัวเองอย่างไร
          จะต้องทำตัวให้หนักแน่นดังแผ่นภูผา ลมมาพัดก็ไม่ปลิวไปตามลม ฝนสาดก็ไม่เปื่อยสลาย แดดส่องก็ไม่ละลายไปกับแสงแดด ฉะนั้นทำตัวให้หนักแน่นดั่งแผ่นภูผาเราก็จะอยู่ในทุกสภาวะของชีวิต

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifกรณีสำหรับคนที่ตกงานมีวิธีคิดอย่างไรไม่ให้เครียด
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif1. ต้องหางานทำ
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif2. หาแล้วไม่ได้ต้องสร้างงานขึ้นมา ตกงานได้แต่อย่างให้ใจตก เพราะถ้าใจตกชีวิตจะตกต่ำทันที ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ คนที่ รวยที่สุดในโลกตอนนี้ สตีฟ จอบส์ ก็เคยตกงาน แต่ว่าเขาตกงานแล้วไม่ตกใจจึงลุกขึ้นมาสร้างบริษัทใหม่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้นเราตกงานได้แต่ไม่ได้หมายความว่าความรู้ความสามารถของเราตกไปด้วย มันยังอยู่กับตัวเรา ก็เอาความรู้ความสามารถที่อยู่ในเนื้อในตัวเราลุกขึ้นมาสร้างงานใหม่ ทำอย่างนี้แล้วเราจะประสบความสำเร็จได้ โอกาสยังคงมีเสมอสำหรับผู้ที่ไม่ปิดกั้นตัวเอง ต้องหาความรู้เพิ่มเติมให้ถือหลักพึ่งตนเองอย่ารอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในบรรยากาศที่บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติการพึ่งตนเองสำคัญที่สุดเลย



http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifถ้ายังไม่ได้งานแล้วหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิดหรือเปล่า
          เอาวันเวลาที่ไปบนบานสานกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น มา พินิจ พิจารณาหาช่องทางทำกิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราได้ในทางจิตวิทยาคือทำให้เราเคลิ้มๆแต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง พูดอีกอย่าง "หนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นยาทา การใช้ปัญญาเป็นยากิน" การรักษาโลกต้องใช้ยากิน การใช้ยาทาก็เป็นการรักษาแต่ภายนอก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงประเทศไทยจะมีคนจนไหม ไม่มี... ประเทศที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดในโลกคืออินเดีย ปรากฎว่ามีประชากรกว่าร้อยล้านคนตกงาน นี้คือบทเรียนของการรอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นให้หันมาพึ่ง ลำแข้ง ลำขา สติปัญญาของตัวเองจึงจะดีที่สุด

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifน้อยใจทำงานมานานแล้วไม่มีโบนัส มีวิธีคิดอย่างไร...?
          ถ้าโบนัสไม่มาเอาเท่าที่มีก่อนก็ได้ มีคนอีกมากที่ตกงานแต่เรายังมีงานทำ มองเป็นก็จะเห็นธรรม แต่ถ้ามองไม่เป็นก็จะมาน้อยใจ เวลาที่เรารู้สึกแย่มองคนที่แย่กว่าเรา แล้วเราจะรู้สึกว่าเรายังได้เปรียบอยู่

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifถ้าเป็นพวกที่บ้างานหนักจะทำอย่างไร
          ต้องแสวงหาทางสายกลาง พวกที่เป็นโรค Workaholic ทั้งหลาย จะต้องแสวงหาทางสายกลางในการทำงาน การทำงานต้องประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤิทธิ์ของมือทำงานระดับอาชีพ การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤทธิ์ของคนทำงานมืออาชีพ ฉะนั้นอย่างเป็นคนบ้างานจนหลงลืมคุณภาพของชีวิต จะต้องรักษาสมดุลของงานสมดุลชีวิตให้ลงตัวพอเหมาะพอดี

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifเราจะคำนวณสัดส่วนสมดุลย์ในการทำงานคืออะไร
          ใช้ทางสายกลางในการทำงานและการดำรงชีวิต 50-50 คืองานกับชีวิตจะต้องสมดุลกันในลักษณะ 50-50 บ้างานมากเกินไปสิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเครียดและสุขภาพไม่ดี บ้าใช้ชีวิตมากเกินไปสิ่งที่ได้กลับมาก็คือจะอดตายเอา ไม่มีเงินกิน ไม่มีเงินใช้ ฉะนั้นต้องให้ทั้งสองส่วนมาสมดุลย์กัน 50-50 นี่คือทางสายกลางสำหรับคนทำงาน

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifประสบการณ์ของพระอาจารย์มีคนบ้างานจนถึงขั้นเสียชีวิตบ้างหรือเปล่า
          มีลูกศิษย์ที่ทำงานหนัก เงินเดือนแค่ 50,000 แต่ทำงานเหมือนตัวเองได้เงินเดือน 3 แสน ผลคือเป็นโรคมะเร็งและรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลหมอบอกว่าไม่พบสาเหตุจากพันธุกรรม พบอยู่สาเหตุเดียวคือแบกความเครียดนานเกินไปเงินที่หามาทั้งชีวิตต้องนำมารักษาโรคมะเร็งทั้งหมด ฉะนั้นสาเหตุหลักของมะเร็งในตอนนี้คือความเครียดนี่คือตัวอย่างของโรค Workaholic โรคบ้างาน ทำงานมากเกินไปสุดท้ายต้องไปใช้เงินในโรงพยาบาล ไม่ได้ใช้เงินอย่างมีความสุข

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifอยากให้พระอาจารย์แนะนำวิธีผ่อนคลายในการทำงานของพวกมนุษย์เงินเดือน
          ถ้าเราทำงานแล้วคุณภาพชีวิตไม่ดีแสดงว่าเรากำลังเดินผิดทางมันกำลังสุดโต่ง ฉะนั้นเวลาทำงาน อย่ามัวแต่ทำงานให้สังเกตคุณภาพชีวิตของตัวเองด้วย เมื่อเราทำงาน มีเวลากินข้าวกับครอบครัวไหม เรามีเวลาพักผ่อนวันเสาร์วันอาทิตย์ไหม เรามีเวลาอยู่กับลูกและภรรยาไหม เรามีเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้างหรือเปล่า ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้หายไปในชีวิตแสดงว่าคุณได้เสียสมดุลย์ชีวิตไปแล้ว ถ้าไม่ปรับมาสู่ทางสายกลางแสดงว่าอนาคตอันใกล้คุณกำลังป่วย เอาเงินที่หามาทั้งชีวิตมาใช้ในโรงพยาบาล นี่เป็น "โรคอารยธรรม" ที่กำลังเกิดขึ้นกับมนุษย์ในยุคทุนนิยมทั่วโลก ที่อเมริกา ที่ญี่ปุ่นป่วยด้วยโรค Workaholic เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ประเทศไทยอันดับต้นๆของเอเชีย เพราะเราเครียดจากการเมือง เครียดจากเศรษฐกิจ เครียดจากแข่งขันในระบบทุนนิยมด้วย ดังนั้นใครที่เป็นโรคบ้างานจะต้องระมัดระวังถามตัวเองด้วยว่า เรามีภาวะสมดุลย์งานสมดุลย์ชีวิตแล้วหรือยัง อย่าทำงานจนป่วยตาย อย่าหลงเสน่ห์อบายมุข อย่ามีความสุขจนลืมศีลธรรม
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifถ้ามีคนถามพระอาจารย์ว่า งานจำเป็นต่อชีวิตหรือไม่...?
          งานจำเป็นต่อชีวิตเพราะทุกคนต้องกินต้องใช้แต่ต้องไม่ลืมว่าถ้าไม่มีชีวิตมีงานก็ศูนย์เปล่า

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifความหมายของ"งาน"ในแบบของพระอาจารย์คืออะไร...?
          งานของเราก็คือการทำให้เขามีความสุข ทุกวันอาตมามีความสุขมากเพราะเป็นงานที่ไม่ได้ทำร้ายใครเลย อาตมาไปเทศน์ไปสอนไปบรรยายก็เหมือนเป็นการเอาความสุขไปโปรยให้กับคนทั่วทั้งสากลโลก ฉะนั้นทุก ๆ วันที่เดินทางออกจากวัดอาตมามีความสุขมาก ทำงานเหมือนแสงเดือนแสงตะวันที่ชโลมผืนโลก ทำไปไม่หวังผลประโยชน์ หวังแค่ประโยชน์สุขที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ อาตมามีความสุขที่เห็นคนอื่นมีความสุข เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการทำให้คนอื่นมีความสุข เรียกว่าให้สุขแก่ท่านสุขนั้นถึงตัว ฉะนั้นชีวิตการทำงานของอาตมาก็ถือว่ามีความสุข เพราะได้ทำงานที่ตัวเองรัก และปรัชญาในการทำงานของอาตมาก็คือ งานของเราคือการทำให้เขามีความสุข
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifแล้วงานที่ดีที่สุดคืออะไร...
          งานที่จะทำให้เราอยู่ได้ในทางเศรษฐกิจและมีชีวิตที่มีความรื่มเย็นในจิตใจ คืองานในอุดมคติที่มนุษย์ทุกคนพึ่งสร้างสรรค์พัฒนาขึ้นมาให้ได้ ย้ำอีกครั้งหนึ่งคือ สามารถอยู่ได้ในทางเศรษฐกิจ มีชีวิตที่ร่มเย็นในจิตใจ เรียกว่าในทางกายภาพก็อยู่ได้ในทางใจก็เป็นสุข

http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/9.gifสุดท้ายให้ศีลให้พรในวันปีใหม่เกี่ยวกับการทำงาน

          ในโอกาสปีใหม่ก็ขอมอบพร 4 ประการให้กับคนไทย พลังทั้ง 4 เพื่อความสวัสดีของชีวิตคนไทย
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif1. พลังปัญญาของให้คนไทยลดความรู้สึกลงกลับมาใช้เหตุผลให้มากขึ้น
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif2. พลังความเพียรขอให้คนไทยพึ่งตนเองลดการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif3. พลังความสุจริตขอให้คนไทยร่วมกันต่อต้านคอรัปชั่นทุกรูปแบบแล้วหันมาเชื่อมั่นในความสุจริตโปร่งใส
http://hilight.kapook.com/img_cms/dookdik/43.gif4. พลังความสามัคคี ขอให้คนไทยเลิกเห็นแก่ตัวจนไม่เห็นหัวคนอื่น มาถือหลักธรรมใหม่ ๆ ว่า ส่วนไหน ๆ ก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าส่วนรวม ลด ละ เลิก การแบ่งแยก ไทยเหลือง ไทยแดง ไทยน้ำเงิน ให้เหลือเป็นไทยแลนด์ที่เป็นหนึ่งเดียว เท่านี้ชีวิตก็จะมีความสุข คนไทยทั้งประเทศก็จะมีความสุข เพื่อความสวัสดีของคนไทยให้เป็นพรปีใหม่ของเราชาวไทยทุก ๆ คน...

          -สวัสดีปีใหม่ทุกๆ คน-
ขอขอบคุณไทยรัฐออนไลน์ที่นำเสนอบทความดีๆ
โดย พี่โหน่ง

อ่านบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คนจนเล่นหวย คน(ไม่)รวยก็เล่นหุ้นได้...

By Nick

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเห็นพี่จำนงค์เปิดอะไรแว๊บๆ เห็นเขียวๆ แดงๆ พร้อมกับติกเกอร์ที่เคลื่อนไหว(แบบช้าๆ เพราะเนตไม่เร็วเท่าไหร่) ทำให้ย้อนรำลึกไปถึงความหลังครั้งยังอยู่สมัยเรียนสักตอนสี่ห้าปีที่แล้วที่เพิ่งได้รู้จักกับคำว่า "หุ้น"...

หลายคนอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า " คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" ซึ่งอย่างเราๆท่านๆอาจจะไม่รู้ว่าหุ้นคืออะไร มันทำเงินยังไง เงินน้อยเล่นได้มั้ย เล่นยังไง คำถามมากมายก่ายกอง ประกอบกับข่าวมากมายที่เล่นหุ้นจนล้มละลาย ยิงตัวตายกันไปหลายคน...  ทำให้เรายิ่งไม่อยากเข้าไปใกล้หุ้นสักเท่าไหร่ เพราะหุ้นมันเล่นกับเงินอันเป็นที่รักของพวกเรา

แต่ก็มีอีกหลายคนนั่นแหละที่มองว่า หุ้นนี่แหละ คือหนทางปลดปล่อยพันธการทางการเงิน!!

หมายเหตุก่อนอ่านต่อไป: การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดตัดสินใจด้วยตัวท่านเองเท่านั้นก่อนลงทุน !

วันนี้ก็อยากมาแชร์ประสบการณืเล็กๆน้อยๆที่เคยมีเกี่ยวกับการเริ่มเล่นหุ้นให้ได้อ่านกัน..

ถ้าเรามองแบบการพนันหุ้นไม่ได้มีอะไรยากเลย เหมือน หัว กับ ก้อย ไม่ได้ก็เสีย และก็อีกนั่นแหละ มีได้ก็มีเสีย เหมือนการแทงหวย แทงถูกรวยแทงไม่ถูกเสีย ใครที่คิดแบบนี้จริงๆแล้วอยากให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ การลงทุนในหุ้นในสมัยนี้การจะรวยสุดกู่หรือเสียหมดตูด หายได้ยากแล้ว เต็มที่เห็นขาดทุน 10-20% ก็หนีป่าราบแล้ว ตรงนี้เองทำให้การเล่นหุ้นอาจไม่ดูเลวร้ายนักเมื่อเทียบกับหวย ลงไปร้อย แต่ผิดเราไม่ได้สูญเงินร้อย ในทางกลับกัน แทงไปร้อย เกิดถูก ก็ไม่ได้ห้าหมื่นเหมือนหวย ใครได้เกิน 20-30% ก็ถือว่าบร๊ะเจ้าโจ๊กแล้ว ดังนั้นใครกล่าวว่าหุ้นคือการพนัน ผมก็คิดว่าไม่ใช่สักทีเดียว

แต่ถ้าเรามองว่าหุ้นคืออะไรสักอย่างที่ทำนายได้ คาดการณ์ได้ และ ถูกควบคุมได้!! มันจะเปลี่ยนวิถีของการลงทุนชนิดนี้ไปเลย

เชื่อเหลือเกินว่ามีหลายคนแล้วที่เข้าไปศึกษาแต่ยังไม่กล้า บ้างก็ให้เหตุผลว่าไม่มีทุน บ้างก็บอกว่าไม่มีความรู้ บ้างก็ไม่รู้ต้องเริ่มตรงไหน ซื้ออะไร.... อันนี้ไม่ต้องรีบร้อนเดินไปร้านหนังสือ แล้วเข้าไปหมดขายดี เชื่อขนมกินได้ว่า มีหนังสือหุ้นวางขายอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าเล่ม ไปหาซื้อหาอ่านกันได้เลย

แต่ที่วันนี้อยากมาเปิดหัวทิ้งไว้คือการเล่นหุ้นเทคนิค... การใช้ Trend, Candle stick, Indicator, Financial statement analysis, Fibo บลาๆ ๆ ๆ ๆ ซึ่งจะเขียนให้อ่านกันเป็นตอนๆถ้ามีเวลาและกระแสดีๆ

หุ้นก็มีกราฟให้ดูเหมือนกันนะ เหมือน DCS เราเลยครับ ขยุกขยุยขึ้นลงมีขีดล่างขีดบน แต่ละอย่างล้วนมีคนใช้วิชาสถิติตีความหมายทั้ง Shooting star, Hammer, window, v-shape, Elliot wave มากมายเป็นตัวช่วยในการซื้อขาย หมายความว่าจะเล่นหุ้นเราไม่ได้เข้าสุ่มสี่สุ่มห้านะหุ้นขึ้นลงก็รู้ ไม่ตกรถขายหมูติดดอยกันเหมือนคนเล่นแบบเชื่อมาร์ Consensus ทั่วไป
หุ้นมี Indicator มากมายเป็นสัญญาณบอกว่า เฮ้ยยย ซื้อได้แล้วนะโว้ย ออกได้แล้วนะโว้ย ถือไว้นะโว้ยยย ซึ่งล้วนแล้วแตาการตีความ อาศัยประสบการณ์ และ ช่วยเสริมความใจถึงของเราได้อย่างดี

เขียนมาสักพักชักปวดหลัง เอาไว้จะมาเขียนต่อโดยเฉพาะเล่นหุ้นเทคนิคมีเรื่องให้เขียนเป็นกระตั๊ก วันนี้ขอพอก่อน ใครเริ่มสนใจหุ้นแล้วหรือเล่นหุ้นแล้วอยากมาแบ่งปันประสบการณ์ให้เพื่อนๆ น้องๆฟังก็เชิญคอมมเมท์ได้ตามสะดวกโยธินเลยครับ
อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การเลี้ยงปลาการ์ตูนตอนที่ 3

By Dew

เย้ๆ วันนี้ตอนที่ 3 ก็คลอดออกมาแล้วนะครับ หลังจากที่รอกันมานับสิบปี 5555 วันนี้เรามาดู 10 วิธีการทำตู้ทะเลกันนะครับ ดูเหมือนจะยากไปนิดนะครับ แต่หากตั้งใจกันแล้ว มันก็ไม่ยากเหมือนที่คิดไว้นะครับ เพราะลองคิดกันดูง่ายๆว่า แค่เปลี่ยนน้ำในตู้ปลา จากน้ำจืด เป็นน้ำที่มาจากทะเล แค่นั้นเองครับ ยังไงเพื่อนๆที่สนใจลองศึกษาจากตอนที่ 1 ดูนะครับ หากใครลืม ลองอ่านดูนะครับแล้วทุกคนจะหลงใหลในเสน่ห์ ของปลาทะเลกันกันอย่างแน่นอนนะครับ

สิบขั้นตอนในการทำตู้ทะเล

ขั้นที่ 1 การเตรียมและตรวจสอบอุปกรณ์ (ขั้นตอนสำคัญสำหรับคนที่ไม่ต้องการให้ตู้แตก) ทำความสะอาดตู้ ด้วยน้ำเปล่าและฟองน้ำหรือผ้าเท่านั้น ห้ามใช้สบู่ ผงซักฟอกหรือสารเคมีอื่นๆ เช็คขาตั้งและพื้นว่าแข็งแรงและระนาบดีพอที่จะรับน้ำหนักทั้งหมดของตู้ได้ (ควรคำนวณความจุของน้ำและหน้ำหนักหินที่จะใส่ในตู้) วางตู้ในสถานที่ที่ต้องการตั้ง และติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมด (ฟิลเตอร์ หัวเป่า สกิมเมอร์ ฯลฯ) เติมน้ำเปล่าให้เต็ม เพื่อเช็คระดับการวางของตู้ว่าอยู่ในแนวระนาบดีพอหรือยัง และเช็คตามรอยต่อของตู้ว่ามีน้ำซึมออกมาหรือไม่ ทดสอบตู้โดยการเปิดอุปกรณ์ทั้งหมด เป็นโดยรันระบบไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง เช็ครอยรั่วซึม และอุปกรณ์ทั้งหมดว่าทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ เมื่อทำการเช็คเสร็จแล้วในขั้นนี้ให้ถอดปลั๊กอุปกรณ์ทั้งหมด ก่อนจะปล่อยน้ำออกจากตู้


ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมน้ำ -ใช้น้ำทะเล พยามยามเก็บไว้ในที่ที่ไม่โดนแดด หรือใช้ผ้าคลุมไว้ -ใช้น้ำเกลือผสม ผสมตามอัตราส่วนที่ข้างถุง แล้วเปิดหัวเป่าทิ้งไว้ซักสองถึงสามวัน 


ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมระบบ เติมน้ำที่เตรียมไว้ลงในตู้ปลา เปิดระบบอุปกรณ์ทั้งหมด

 ขั้นตอนที่ 4 การเตรียมหินเป็น ควรเลือกใช้หินเป็นที่บำบัดมาแล้ว และเป็นหินเป็นที่ค่อนข้างสมบูรณ์ หากใช้หินเป็นที่ยังไม่ได้บำบัดควรนำไปบำบัดก่อน (โดยการเป่าออกซิเจนทิ้งไว้ซักวันสองวัน) ไม่ควารนำมาใสลงไปในตู้ทันที


 ขั้นตอนที่ 5 การลงหินเป็น ควรวางแผนในการจัดตู้ก่อนซื้อหินเป็นว่าต้องการจัดในลักษณะใด และเลือกซื้อหินเป็นให้เหมาะกับความต้องการ เช่น หากต้องการจัดในลักษณะที่เป็นช่อง หรือถ้ำ ควรคำนึงถึงหินที่เป็นฐานอยู่ด้านล่างควรเลือกที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ผุ หรือถล่มง่าย เพราะจะมีผลกับการกระแทกตู้ในภายหลัง ปิดระบบอุปกรณ์ทั้งหมด และ ตักน้ำในตู้ออกครึ่งหนึ่ง แยกไว้ต่างหาก ใส่หินเป็นลงในตู้จัดเรียง ตามความพอใจเมื่อเสร็จแล้วเช็คความมั่นคงของโครงสร้าง นำน้ำที่แยกไว้กลับมาเติมให้ได้ระดับเดิม และเปิดระบบและอุปกรณ์ทั้งหมดอีกครั้ง


 ขั้นตอนที่ 6 การรอระบบเซทตัว (สำคัญมาก) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญและขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำและหินเป็นที่เลือกใช้ ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาระหว่าง 3-8 อาทิตย์ เติมแบคทีเเรียหรือกุ้งตายลงไปในตู้ จากนั้นเช็คค่าน้ำทุกอาทิตย์และตรวจดูค่าต่างหรือความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ ammonia, nitrite และ nitrate. รอจนกระทั่งระบบเซทตัวเองให้สมบูรณ์ เช็คค่าน้ำให้เป็นปกติมากที่สุดก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนนี้ไม่ควรเปลี่ยนน้ำในตู้ และไม่ควรเปิดไฟเพราะจะทำให้เกิดตะไคร่ได้ง่าย


ขั้นตอนที่ 7 ศึกษาและวางแผนการเลือกสิ่งมีชีวิต ควรหาข้อมูลและศึกษาในระหว่างที่รอระบบเซทตัว (เพื่อกันไม่ให้ฟุ้งซ่านและใจร้อน) และ ควรคำนึงถึง ความพร้อมของผู้เลี้ยง เวลาในการดูแล และความพร้อมของตู้ เพราะตู้ปลาทะเลมีลักษณะปลีกย่อยแตกต่างกันออกไปมากระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งหมด และควรทำความเข้าใจถึงความยากง่าย และอายุของระบบในตู้และความชำนาญของผู้เลี้ยงก่อนที่จะเลือกซื้อ และสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ละเอียดอ่อนต่อการดูแล ระบบควรเสถียรมากกว่าหกเดือนขึ้นไป


 ขั้นตอนที่ 8 การลงทรายเป็นและเศษปะการัง ปิดระบบและอุปกรณ์ ทุกอย่าง ตักน้ำในตู้ออกมาแยกครึ่งหนึ่ง จากนั้นลงทรายเป็นและเศษปะการัง (ไม่ควรลงย้ายหินเป็นขึ้นมาวางบนทรายเพราะสิ่งมีชีวิตบางอย่างจะขุดทรายและทำให้หินถล่มได้) เมื่อลงทรายและปะการังได้ระดับดีแล้ว นำน้ำ ที่แยกไว้กลับมาเติมลงในตู้โดยใช้ถ้วยหรือท่อพีวีซีรองเพื่อกันทรายฟุ้งกระจาย เติมน้ำให้ได้ในระดับเดิม และเปิดระบบอีกครั้ง รอจนกระทั่งทรายตกตะกอนและน้ำใสดีแล้ว เช็คค่าน้ำต่างๆ ให้เป็นปกติ เช็คระบบไฟ และ อุณภูมิ 


ขั้นตอนที่ 9 การลงปลาหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช็คระบบให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด และค่าน้ำรวมไปถึงอุณภูมิ ความเค็ม ฯลฯ อยู่ในระดับที่ปกติ เลือกปลาหรือสิ่งมีชีวิตที่ดูแลง่าย ซักสองหรือสามชนิด เพื่อเช็คระบบในตู้ และให้แน่ใจว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสามารถอยู่ได้สองถึงสามอาทิตย์โดยไม่มีสิ่งใดผิดปกติก่อนจะลงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นต่อไป


ขั้นตอนที่ 10 การดูแลและรักษาสิ่งมีชีวิตในตู้ หมั่นดูแล เอาใจใส่ และสังเกตุสิ่งมีชีวิตต่างๆในตู้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ ศึกษาหาความรู้ในด้านอื่นๆ เช็คระบบน้ำ และบำรุงรักษาเครื่องมืออยู่เสมอ เพราะตู้ทะเลเป็นระบบปิด ต้องการการดูแลเอาใจใส่เพื่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตอยู่มาก

ที่สำคัญที่สุดคือการนำปลามาเลี้ยงต้องเป็นปลาที่มาจากการเพาะพันธุ์เท่านั้นห้ามนำปลาที่ได้จากการจับในทะเลมาเลี้ยงเพราะจะทำให้ปลาปรับสภาพแวดล้อมไม่ได้ และ เป็นผลทำให้ระบบนิเวศของทะเลเสียหายได้


ราคาปลาการ์ตูนแต่ละชนิด


  1. ปลาการ์ตูนส้ม – ขาว        เล็ก 80 บาท  ใหญ่ 500 บาท            

  1. ปลาเพอคูล่า         เล็ก 100 บาทขึ้นไป ใหญ่จนถึง 5000 บาท                                                  

  1. ปลาการ์ตูนทองและ ปลาการ์ตูนแดง เล็ก 120 บาท ใหญ่ 600 บาท                      

4. ปลาการ์ตูนมะเขือเทศ          เล็ก 80 บาท ใหญ่ 500 บาท                                             

5. ปลาการ์ตูนอินเดียแดง         เล็ก 120 บาท ใหญ่ 800 บาท                                           

6. ปลาการ์ตูนลายปล้อง  เล็ก 80 บาท ใหญ่ 600 บาท                      

7. ปลาการ์ตูนอานม้า เล็ก 600 บาท ใหญ่ 5000 บาท                                                        


(ราคานี้ผมอ้างอิงจาก Percula Farm ชลบุรี และ จตุจัตร กรุงเทพ นะครับ ถือว่าเป็นราคากลางที่ใช้ซื้อขายกัน)        ท้ายนี้ ขอให้สนุกกับการเลี้ยงปลาสวยงามนะครับ ^_^
อ่านบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไม้ศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน

By พี่เมธ


บานสะพรั่งในป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลออำเภอจุน จังหวัดพะเยา งานนี้ใครชอบเรื่องพระ ของขลังได้ใจแน่นอน

ต้นพระเจ้า 5 พระองค์เป็นต้นไม้ ให้ร่มเงา แผ่พุ่มกว้าง ทรงสูง แผ่คลุมพื้นที่กว้าง ดอก เป็นสีเหลืองปนเขียว เวลามีดอกจะสวยงามน่าชมมาก “ผล” รูปกลมรีเล็กน้อย แบ่งเป็นพู 5 พู แต่ละพูจะมีรูปคล้ายพระเรียงรอบผลห้าองค์ จึงถูกตั้งชื่อตามลักษณะผลว่า ต้น “พระเจ้าห้าพระองค์” ต้นพระเจ้า 5 พระองค์ เป็นไม้ศิริมงคล ใช้ใบ ดอก และผล ประกอบพิธีกรรมสำคัญต่างๆ ของคนโบราณทั้งไทย ลาว พม่า เขมร และจีน ซึ่งมีความเชื่อตรงกันว่า มีเทพต่างๆสิงสถิตคอยปกปักรักษาให้คนหรือสัตว์ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน มีความเมตตาช่วยเหลือกัน ให้รู้จักรักษาความรักความดีต่อกัน รู้จักรักพวกพ้อง และถิ่นกำเนิด หากเดินทางไกลก็แคล้วคลาดปลอดภัย

อันว่า คาถาพระเจ้าห้าพระองค์ มีอยู่สั้นๆ ว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" นั่นเอง คาถานะโมพุทธายะนี้ ได้มีการแตกหน่อไปหลายสาขา เช่น คาถาพระเจ้าห้าพระองค์ ของหลวงพ่อโสธร และหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม เป็นต้น



บางครั้งก็มีการใช้เมล็ดพระเจ้าห้าพระองค์เป็นเครื่องรางของขลังคู่กับคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ด้วย

ผลพระเจ้าห้าพระองค์ ถือเป็นของขลังที่มีพุทธคุณโดดเด่นทางเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน มีโชคลาภและโภคทรัพย์อุดมสมบูรณ์ เสริมสิริมงคล และขจัดความชั่วร้ายต่าง ๆ ทำให้แคล้วคลาดจากอันตราย บางคนก็นำเมล็ด “พระเจ้าห้าพระองค์”


ไปเข้าพิธีปลุกเสกเพิ่มอิทธิฤทธิ์ในทางอยู่ยงคงกระพัน

เมล็ดของต้น “พระเจ้าห้าพระองค์” มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรและนิยมใช้กันมาช้านานแล้ว โดย ในยุคสมัยก่อนคนไทยเป็นโรค “หิด” กันมาก เมื่อเป็นแล้วจะทรมานมาก ในการรักษา มีวิธีแบบง่ายๆ คือ เอาผลแห้ง ของ “พระเจ้าห้าพระองค์” ฝนกับหินลับมีด ผสมกับน้ำให้ข้นแล้วเอาน้ำที่ฝนได้ทาบริเวณที่เป็น “หิด” หรือบริเวณที่เป็นเม็ดผื่นคันชนิดเรื้อรัง โดยทาบ่อยๆ จะทำให้อาการที่เป็นอยู่ค่อยๆทุเลาลงและแห้งหายได้ในที่สุด

ปัจจุบันต้นพระเจ้าห้าพระองค์กำลังใกล้สูญพันธุ์หาไม่ได้ในป่าโดยทั่วไป ในป่าบางแห่งมีต้นพระเจ้าห้าพระองค์อยู่ไม่กี่ต้น ต้นพระเจ้าห้าพระองค์ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด แต่ขยายพันธุ์ไม่ค่อยได้ เพราะเมื่อเมล็ดร่วงลงมาถึงพื้นดิน กระรอกหรือกระแตจะไปเจาะเพื่อกินเนื้อในเป็นอาหาร ทำให้ไม่สามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้

จากการสำรวจป่าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ อ.จุน จ.พะเยา พบว่า ในป่าแม่ทะลาย มีต้นพระเจ้า 5 พระองค์ขึ้นเป็นดงใหญ่ แต่ละต้นมีขนาด 5 คนโอบ ที่ยังเหลือเป็นจำนวนมาก ก็เพราะชาวบ้านช่วยกันรักษาไม่ให้ใครมาตัดทำลาย นายวัชระ ศรีคำตัน ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ และนายกฤตภาส ขันทะธงสกุลดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ ได้ให้เจ้าหน้าที่เก็บรวมรวมเมล็ดพระเจ้า 5 พระองค์ มาทดลองเพาะขยายพันธุ์ จนเป็นผลสำเร็จ และเตรียมนำทูลเกล้าถวายสมเด็จพระบรมราชินีนารถ เพื่อขอเป็นไม้พระราชทานให้ประชาชนนำไปปลูกเป็นสิริมงคลกับครอบครัว ส่วนคนที่นับถือเมล็ดพระเจ้า 5 พระองค์ จะเก็บไว้ที่สูงและนำติดตัวไปค้าขายหรือสมัครงาน พบผู้ใหญ่ จะได้รับความสำเร็จ แล้วท่านล่ะ มีหรือยัง

- ทำมาค้าขายดี ร่ำรวย มีโชคลาภเสมอ

- ครอบครัวมั่งคั่ง ร่มเย็นเป็นสุข

- คุ้มครอง แคล้วคลาด ภยันตราย ทั้งอยู่ และการเดินทาง

- อายุยืนยาว จิตใจ สบาย สงบ

อ่านบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

ทำอย่างไรให้องค์กรเลิกจ้างเราเป็นคนสุดท้าย

By เทพโก๋
 


เมื่อองค์กรเจอวิกฤติอาจจะเป็นวิกฤติในการดำเนินธุรกิจขององค์กรเอง หรือวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรเหมือนในปัจจุบันนี้ ทางเลือกสุดท้ายทางเลือกหนึ่งที่หลายองค์กรเลือกดำเนินการคือ “การเลิกจ้าง” พนักงาน เพราะเป็นทางเลือกที่สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้ทันที ถ้ามองในมุมของคนทำงาน เมื่อพนักงานรู้ว่าสถานะขององค์กรย่ำแย่หรืออยู่ในวิกฤติพนักงานทุกคนก็คิดเสมอว่าวันหนึ่งคงจะต้องมีการเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งการเลิกจ้างนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีพนักงานคนใดปรารถนาให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะการเลิกจ้างเป็นหนทางของการว่างงาน การตกงาน การไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้ ไม่มีความมั่นคงในชีวิต และสารพันปัญหาชีวิตก็จะติดตามมาหลังจากการถูกเลิกจ้าง ถึงแม้จะมีการเลิกจ้างเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนทำงานทุกคนก็ภาวนาไม่ให้ตัวเองถูกเลิกจ้าง หรือถ้าต้องถูกเลิกจ้างก็ขอให้เป็นคนกลุ่มสุดท้ายขององค์กรก็แล้วกันอย่างน้อยก็จะช่วยต่อลมหายใจทางการเงินได้อีกระยะหนึ่ง

มนุษย์เงินเดือนคนใดไม่อยากประสบพบเจอกับการถูกเลิกจ้าง ขอให้ตอบคำถาม 3 คำถามดังต่อไปนี้ 1.มีบุญเก่ามากเพียงพอหรือไม่ คำว่า “บุญเก่า” ในที่นี้หมายถึง ผลงานที่ผ่านมา เราคิดว่าตัวเราเองมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ให้กับคนในองค์กรบ้างหรือไม่ เมื่อไหร่ที่ผู้บริหารเห็นชื่อเห็นหน้าเรา เขายังนึกถึงผลงานชิ้นโบแดงของเราได้หรือไม่ ถ้าเจอเราทีไร ผู้บริหารมักจะชื่นชมกับผลงานในอดีตของเราอยู่ตลอดเวลา รับรองได้ว่าเรามีภูมิคุ้มกันมากพอที่จะไม่ถูกเลิกจ้าง หรือถูกเลิกจ้างก็คงจะไม่ใช่คนกลุ่มแรกแน่ๆ ผลงานในอดีตเป็นสิ่งที่ติดตัวเฉพาะบุคคล ไม่สามารถโอนให้ใครได้ ใครมีบุญเก่าเยอะ พระ(ผู้บริหาร)คุ้มครองให้อยู่รอดปลอดภัยในช่วงวิกฤติแบบนี้ได้ ใครไม่มีบุญเก่าสะสมไว้ ในช่วงเวลานี้คงจะทำไม่ทันแล้ว เพราะองค์กรอยู่ในช่วงวิกฤติแล้ว เหมือนคนไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน พอเริ่มเจ็บป่วยคิดจะไปออกกำลังกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันก็คงไม่ทันแล้วเช่นกัน จากคำถามนี้คงจะให้ข้อคิดกับคนทำงานได้เป็นอย่างดีว่า จงทำงานให้เต็มที่ เพื่อสร้างบุญบารมีไว้ปกป้องคุ้มภัยในยามวิกฤติ อย่าคิดแค่ทำงานไปวันๆประเภทหาเช้ากินค่ำ และคิดแค่ว่าวันนี้ทำงานหนักได้เงินเดือนเท่าเดิม แต่คงคิดว่าการทำงานหนักและมีผลงานจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองรอดพ้นจากการถูกเลิกจ้างในช่วงองค์กรเกิดวิกฤติ นอกจากนี้การทำงานหนักและมีผลงานจะช่วยให้เราก้าวหน้าเร็วกว่าคนอื่นเมื่อยามองค์กรเติบโต

2.งานที่เราทำสำคัญต่อการองค์กรมากหรือไม่ ถ้าเรามีบุญเก่าน้อยเพราะไม่ได้สะสมไว้ หรือเราเพิ่งเข้ามาทำงานกับองค์กรนี้ เราก็ยังมีทางเลือกที่จะอยู่รอดในช่วงที่องค์กรเกิดวิกฤติคือ ต้องพิจารณาดูว่างานที่เราทำอยู่นั้นมีความสำคัญต่อองค์กรมาน้อยเพียงใด แน่นอนว่าเวลาองค์กรจะปลดคนหรือเลิกจ้าง นอกจากจะพิจารณาจากผลงานแล้ว ยังพิจารณาดูว่าตำแหน่งงานไหนที่สำคัญต่อองค์กรมากกกว่ากัน การตอบคำถามข้อนี้ก็คงไม่แตกต่างอะไรไปจากคำถามในข้อแรก เพราะถ้าตำแหน่งงานที่เราทำอยู่ไม่ใช่ตำแหน่งที่สำคัญ เราก็คงไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในวันนี้ ในความเป็นจริงแล้ว ตำแหน่งงานที่เราทำอยู่ในปัจจุบันสำคัญมากหรือน้อยนั้น เกิดจากผลพวงของการศึกษาของเราว่าเราตั้งใจเรียนมากน้อยเพียงใด ถ้าเราเป็นคนเรียนเก่ง โอกาสที่เราจะได้ทำงานในตำแหน่งที่สำคัญๆก็มีมาก นอกจากนี้ก็เกิดจากประสบการณ์การทำงานในอดีตที่ส่งผลให้เราได้สมัครเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่สำคัญหรือไม่เช่นกัน สำหรับข้อคิดที่ได้จากการตอบคำถามนี้คือ ผลงานในอดีตกำหนดสถานะปัจจุบัน และผลงานปัจจุบันกำหนดสถานะในอนาคต ถ้าเราอยากจะได้ดิบได้ดีในปัจจุบัน เราต้องทำดีตั้งแต่ในอดีต และถ้าเราอยากได้ดีในอนาคตเราจะต้องทำดีตั้งแต่วันนี้

 3.เรามีศักยภาพมากพอหรือไม่ ถ้าบุญเก่าก็มีน้อย ตำแหน่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย เรายังพอมีโอกาสที่จะรอดพ้นจากวิกฤติการถูกเลิกจ้างได้อีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ ตัวเรามีศักยภาพมากพอที่จะเป็นความหวังในอนาคตขององค์กรหลังจากผ่านพ้นวิกฤติไปแล้วหรือไม่ คนบางคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในตำแหน่งที่ไม่สำคัญมากนัก แต่เป็นคนที่มีศักยภาพ(ภาษาชาวบ้านเรียกว่ามีแวว) องค์กรก็ยังคงเก็บไว้ เพราะการเลิกจ้างคนที่มีศักยภาพเพียงหนึ่งคน อาจจะมีผลเสียมากกว่าการเลิกจ้างคนที่ไม่มีศักยภาพออกไปเป็นสิบเป็นร้อยคนก็ได้ ศักยภาพคือพลังที่อยู่ในตัวคนเราซึ่งเป็นผลพวงของการผสมผสานระหว่างความรู้ ทักษะประสบการณ์การทำงาน บุคลิกลักษณะ ความสามารถในการคิด และความมุ่งมั่น จนสามารถเปล่งรัศมีออกมาให้คนอื่นเห็นได้อย่างชัดเจน และคนอื่นรู้สึกมั่นใจว่าเรามีศักยภาพจริง ทั้งๆที่บางเรื่องเรายังไม่เคยทำ แต่สามารถดูได้จากรูปแบบและวิธีการคิดได้ ข้อคิดจากการตอบคำถามในข้อนี้คือ จุดเด่นสร้างความแตกต่าง ความแตกต่างสร้างทางเลือกและโอกาสในชีวิต ดังนั้น คนทำงานทุกคนควรจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะการพัฒนาตัวเองให้เหนือกว่าและสูงกว่าสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ถ้าเราเป็นพนักงาน เราต้องคิดว่าคนที่เป็นหัวหน้าต้องรู้อะไรบ้าง ต้องคิดอะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้าง แล้วเราก็เริ่มฝึกคิดฝึกทำและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เรายังเป็นพนักงาน ไม่ต้องรอเรียนรู้ตอนที่ได้เป็นหัวหน้าแล้ว

 สรุป การเป็นมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพนอกจากจะต้องทำงานให้คุ้มค่าตอบแทนที่องค์กรจ่ายให้เราแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำงานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองไปพร้อมๆกันด้วย เวลาทำงานอย่าคิดถึงเงินที่ได้รับอยู่ในปัจจุบันว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะคิดยังไงก็ไม่คุ้ม เนื่องจากผลตอบแทนที่เราได้รับอยู่ในปัจจุบันเป็นผลตอบแทนผลงานในอดีตไม่ใช่ผลงานในปัจจุบัน แต่ผลตอบแทนที่เราทำงานหนักในปัจจุบันจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การปรับค่าจ้างประจำปี การปรับค่าจ้างเมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง การได้ค่าจ้างสูงขึ้นเมื่อเปลี่ยนงาน ดังนั้น เวลาทำงานหนักให้คิดว่าเราสะสมผลตอบแทนให้ตัวเอง ซึ่งเราจะได้รับในหลายรูปแบบ เช่น เงินเดือนที่สูงขึ้นในอนาคต ภูมิคุ้มกันเมื่อองค์กรเจอวิกฤติ และโอกาสที่จะก้าวหน้าในอาชีพเมื่อองค์กรเติบโต สุดท้ายนี้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับคนทำงานทุกคน จงคิดว่าเสมอว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใด ชีวิตเราต้องอยู่รอดเสมอ และใครกำลังเจอปัญหาอุปสรรคในชีวิตอยู่ก็จงคิดว่าเรากำลังถูกทดสอบว่าชีวิตเราแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด และเมื่อเราผ่านวิกฤติในชีวิตนี้ไปได้ เราจะมีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนอื่นๆนะ
อ่านบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

Spice up your English with Laura... # 11 – You are not same same other boys.




สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน ตอนแรกกะว่าจะเฉลย Quiz เมื่อคราวที่ผ่านมา (Fan Pan Tae ... Spice up your English with Laura) แต่เก็บไว้ก่อนดีกว่ารอให้มีผู้ตอบถูกจะได้แจกรางวัลพร้อมเฉลยทีเดียวเลย

สำหรับ Spice up your English with Laura ... ตอนที่ 11 นี้ขอใช้ชื่อตอนว่า You are not same same other boys. คำว่า same same เป็นศัพท์ที่คนไทยเราบัญญัติขึ้นเอง โดยมีรากฐานมาจากภาษาไทยที่ว่า "เหมือน เหมือนกัน" นั่นเอง
คนไทยมักพูดคำเดียวกันซ้ำ ๆ เพื่อตอกย้ำถึงอารมณ์ของผู้พูด เช่น ฉันชอบฟังเพลงของโจอี้บอยม้าก มาก, คุณยายชอบใส่สายเดี่ยวไปเดินเที่ยวแถวเซ็นเตอร์พอยท์บ่อย ๆ, คนไทยเป็นคนง่าย ง่าย สบาย สบาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราติดนิสัยการพูดซ้ำคำเดิม และกลายเป็นที่มาของคำว่า same same นั่นเอง

ถ้าเราต้องการเปรียบเทียบของ 2 อย่าง หรือคน 2 คน ว่าเหมือนกันที่ถูกควรใช้ to be the same as ซึ่งแปลว่า เหมือน ตัวอย่างเช่น

· Aroonwadee is the same as Um Patcharapa. (อรุณวดีหน้าตาเหมือนอั้ม พัชราภา)

· Bangkok is the same as Manila - big, busy and crowded. (กรุงเทพฯ เหมือนนครมะนิลาตรงที่ทั้ง 2 เมืองใหญ่ จอแจ และมีประชากรจำนวนมาก)

· This street looks the same as the street I grew up in when I was a kid. (ถนนสายนี้ดูเหมือนถนนที่ผมโตขึ้นมาสมัยเป็นเด็ก)

ถ้าเราต้องการเปรียบเทียบลักษณะเฉพาะ ให้ใช้ the same (thing) as ตัวอย่างเช่น

· This shirt is the same price as that one. (เสื้อเชิ้ตตัวนี้ราคาเท่ากับตัวนั้น)

· You have the same color hair as my sister. (สีผมของเธอเหมือนสีผมของน้องสาวฉัน)

ถ้าอยากจะพูดว่า "เหมือนฉันเลย" ให้ใช้ (It's) the same as me!! ไม่ใช่ Same same with me! หรือถ้าอยากจะพูดว่า "มันเหมือน ๆ กัน" ให้ใช้ It's the same ไม่ใช้ It's same same นะคะ นอกจากนี้ ขอแนะนำให้รู้จักกับคำว่า alike เป็นคำ adjective ซึ่งแปลว่า เหมือนกัน ก็สามารถนำมาใช้แทนได้เช่นกัน เช่น Aroonwadee and Patcharapa are alike

สรุปว่า ไม่มีคำว่า same same ในภาษาอังกฤษ ให้ใช้คำว่า the same ดีกว่านะคะ

อ่านบทความทั้งหมด