วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

ชีวิตนี้มีแต่สุข โดย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

By พี่อี๊ด

วันนี้เป็นวันดีๆ เลยอยากนำเรื่องดีๆมาลงสักเรื่องนึง เป็นเรื่องที่พี่อี๊ดส่งมา จริงๆแล้วพี่อี๊ดส่งมาสองสามเรื่อง แต่ผมเลือกเรื่องนี้เพราะว่าเห็นหลายๆเรื่องที่พูดถึงการแสวงหาความสุขในฐานต่างๆ พวกคิดบวก, ทำอย่างไรให้มีความสุข... อ่านมาแล้วก็หลายเรื่อง แต่พอมาอ่านเรื่องนี้ก็ได้มุมที่แปลกใหม่ เป็นอารมณ์ของการตระหนักรู้ว่าความสุขคืออะไร... ไม่ต้องไปหาที่ไหน มันมีอยู่ทั่วไปอยู่ที่จะมอง ผมค่อนข้างชอบเลยเลือกมาลงวันนี้ ลองอ่านได้เลยอย่าช้าที อ่านดีๆช้าๆค่อยๆคิด รู้สึกว่ามันมีประโยชน์ดีมาก... สำหรับตอนนี้มีคนส่งเรื่องเข้ามาเยอะจนลงไม่ทัน ขอให้ใจเย็นๆหน่อยนะครับ ลงแค่อาทิตย์ละเรื่องกำลังดีครับ... หนึ่งอาทิตย์ ใช้เวลาห้านาทีสิบนาทีในการอ่าน สองสามนาทีในการคอมเมนท์ก็คงไม่เยอะไปว่ามั้ย :D เชิญเข้าไปอ่านกันเล๊ยยยย
ในยุคนี้น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าของตำนานพูดไปด่าไปอันลือลั่น การที่คนคนหนึ่งซึ่งดูดุดัน ก้าวร้าว จะสามารถบรรจงสร้างงานศิลปะที่อ่อนช้อย งดงามราวเนรมิตได้นั้น มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เรามารู้จักตัวตนของเขาให้ลึกซึ้งกว่าที่เคยกันดีกว่า

ขอเริ่มด้วยความสำเร็จของอาจารย์ในวันนี้ว่ามีที่มาอย่างไร

มีธรรมะและสติเป็นธงชัยนำชีวิต รู้ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไร ไม่หวังจะกอบโกย รักในสิ่งที่ทำ มุ่งมั่นตั้งใจจริง ธรรมะสอนให้มีเป้าหมาย ทำให้เราสามารถดำรงชีวิต

ร่วมกับผู้อื่นในโลกนี้อย่างปราศจากทุกข์ เมื่อปราศจากทุกข์แล้ว เราจะมีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ รู้จักให้เกียรติผู้อื่น ทำให้เจริญก้าวหน้า ทำอะไรก็สำเร็จ


ทราบมาว่าที่วัดนี้มีพนักงานเป็นร้อย แต่ไม่มีปัญหาในการทำงาน อาจารย์มีหลักในการบริหารจัดการอย่างไร

ง่าย! ใจต้องเป็นธรรมะมากที่สุด ใจต้องไม่มุ่งหวังให้เป็นของกู ไม่เอาเปรียบผู้อื่น วัดนี้ไม่เคยมีปัญหา ไม่มีใครย้ายไปทำงานที่อื่น ไม่มีใครทอดทิ้งเรา ทุกคนอยู่กันดี ทุกคนต้องอิ่ม ครอบครัวเขาต้องมีความสุข สวัสดิการเขาต้องดี ชีวิตครอบครัวเขาต้องดี ใจที่เป็นเมตตานั่นคือการบริหารที่ดีที่สุด


สวัสดิการมีอะไรบ้าง

ให้ทุกอย่าง ให้โบนัสเหมือนที่อื่น มีเงินให้ยืมฟรีในกรณีฉุกเฉิน ที่นี่เราประชุมกันทุกเดือน หลังจากประชุมเสร็จก็จะถามถึงปัญหาครอบครัว ใครมีปัญหาบอกมา ลูกเรียนหนังสือฟรี รักษาพยาบาลฟรี อยู่ดีกินดี ไม่ต้องเสียค่าน้ำค่าไฟ รักษาโรคทุกอย่าง ตายเผาให้ ที่นี่เลี้ยงจนตายไม่มีเกษียณอายุ แก่ลงก็กวาดใบไม้ไป นี่ตายมา 3 คนแล้ว เราก็เผาให้ ไม่ใช่แค่ลูกศิษย์เรา ชาวบ้านเราก็ทำให้ ฟรีหมด รถขนศพ อาสนะ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท ไม่ว่าใครตาย ไม่ว่ายากดีมีจน เราจ่ายให้ ศพละประมาณสองพันบาท อีกหน่อยเมรุเสร็จ คนงานก็เผาที่นี่เลย เผาฟรี



อาจารย์กำหนดเงินเดือน เงินโบนัสอย่างไร

พนักงานเขากำหนดของเขาเอง ประชุมกันเอง เราสอนเขาในเรื่องคุณธรรม ไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่ตัว สอนมัชฌิมาปฏิปทา สอนธรรมะทุกอาทิตย์ สอนมาเป็นสิบๆ ปีตั้งแต่มันเป็นคนชั่ว กระทั่งเป็นคนดี ขี้เหล้าเมายา สำส่อน เลว กลายเป็นคนดีหมด เป็นคนชอบเลี้ยงคนเลวให้เป็นคนดี

ที่นี่พนักงานจะมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือนหรืออะไร หัวหน้าฝ่ายรวม 13 ฝ่าย เราสอนเขาเรื่องประชาธิปไตย การบริหารวัด สอนหมด ผู้จัดการควรทำอะไร ผู้ช่วยผู้จัดการทำอะไร เลขาฯทำอะไร หัวหน้าฝ่ายทำอะไร คนล้างห้องส้วม คนสวน สอนเองหมด แล้วทำให้ดูด้วย ฝ่ายประชาสัมพันธ์นี่สอนตั้งแต่พูดไมโครโฟน เริ่มจากจดให้แล้วบอก “มึงมานั่งข้างกู กูพูดให้มึงฟัง แล้วมึงพูดตาม สอนๆๆ จนเดี๋ยวนี้มันเก่งชิ_หาย ทุกอย่างสอนตัวต่อตัว จบป.6-ป.4 ก็พอ ไม่ต้องเรียนจบสถาบันไหน มึงมาเรียนกับกู”

วิธีสอนต้องสอนด้วยความเมตตา สอนด้วยการทำเป็นตัวอย่าง ไม่ได้สั่งอย่างเดียว เราทำทุกอย่างในวัดนี้ เช็ดถูพื้น กวาดขยะ กวาดใบไม้ ทำจนพวกมันเกรงใจ เมื่อก่อนต้องใส่หมวกเดินแทงขยะทั่ววัด ไม่พูดสักคำ แทงขยะ แทงใบไม้คนเดียว จนเดี๋ยวนี้ลูกศิษย์เห็นใบไม้หล่นอยู่ใบเดียวก็เก็บ เห็นเราจับไม้กวาดมันวิ่งมาแย่ง ไม่เคยต้องถือไม้กวาดเลยตอนนี้หาอะไรเก็บไม่ได้เลย
เลิกงานแล้วพายุมา มันวิ่งกันมาหมดเลย มาจากบ้าน มาเก็บเต็นท์ เก็บของ กวาดใบไม้ที่ปลิว ถ้าฝนตกกลางคืน ตีห้ามาดูเลย ออกมายี่สิบสามสิบคน มากวาดใบไม้หมดภายในพริบตา นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการบริหารจัดการคน บริหารจนความรู้สึกในใจเขาเหมือนเรา มีความรักวัดเหมือนกัน มีความรับผิดชอบเหมือนกัน มีความปรารถนาให้ความงดงามแก่ประชาชนเหมือนกัน
สอนมันว่า “บุญของมึงอยู่ใกล้กว่าคนอื่น มึงเก็บใบไม้ใบหนึ่ง มึงเก็บขยะชิ้นหนึ่ง มึงดูแลวัดด้วยความเป็นห่วงเป็นใยก็เป็นบุญของมึง มึงบริการประชาชนที่มาก็บุญของมึง มนุษย์คนอื่นสู้มึงไม่ได้เพราะต้องแสวงหาบุญ แต่บุญของพวกมึงอยู่ใกล้มึงตลอดเวลา”เงินเดือนคือสัมภาระของชีวิต แต่บุญคือสัมภาระของจิตวิญญาณ ต้องแสวงหาเอง


แล้วภายในครอบครัวของอาจารย์มีหลักในการจัดสรรเงินอย่างไร

สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าเป็นหนี้ หาได้เท่าไรก็ใช้แบบพอเพียง รู้จักแบ่งสันปันส่วน จะต้องมีเงินเหลือติดกระเป๋าทุกครั้ง อย่าใช้จนหมดตูด เวลายากจนเนี่ย หาเงินไม่ได้จริงๆ ก็อด ไม่กิน บางครั้ง ก็กินข้าวกับน้ำปลา พอมีเงินต้องมีเก็บและต้องไม่เป็นหนี้ เมื่อก่อน ประกวดผลงานได้เงินรางวัลมาหมื่นห้า แทนที่จะเอามาเลี้ยงกัน นี่ไม่เอา ไม่เลี้ยงใคร เลี้ยงเพื่อนสนิทจริงๆ สองสามคน อย่างเก่ง เลี้ยงข้าวสองสามร้อยบาท ประเภทเลี้ยงเหล้าเมาหัวราน้ำหมดไปห้าพัน อย่าฝัน ไม่ทำ เพราะวันข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า ตอนยากจน โคตรระวังในการใช้เงิน จะใช้เงินแบบวันข้างหน้าอาจจะอด พอรวยแล้วก็ยังเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งรู้ว่าวันข้างหน้าไม่อดแล้ว ไม่จำเป็นต้องระวังแล้ว ก็สุรุ่ยสุร่ายขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังเก็บเงิน ต่อให้เที่ยวสำส่อนขนาดไหนก็มีเงินเก็บ ถ้าเราตาย เมียจะดูแลทุกอย่างหมด ไม่เคยเก็บเงินใช้ส่วนตัวแม้แต่บาทเดียว มีชีวิตที่เรียบง่ายที่สุด กินข้าววัด กินพร้อมลูกศิษย์ มันเคาะระฆังก็ไปกินกับมัน ไม่ใช้เงิน ดูแลครอบครัวก่อน จากนั้นทำบุญสร้างวัดหมดเลย



อาจารย์มีวิธีสอนลูกอย่างไร

กับลูกสอนประจำว่า “จงมีความสุข” ไม่มีคำสอนอะไรที่มากกว่านี้ ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ให้เขาทำทุกอย่างที่เขามีความสุข แต่ไม่ต้องเบียดเบียนใคร

ทุกวันนี้สังคมไทยชอบพอกพูนกิเลสให้แก่ลูก เด็กถูกพ่อแม่ ถูกสังคมยัดกิเลสให้ไม่รู้จักพอ อยากได้ อยากดี อยากเด่น อยากทุกอย่าง แต่เราหยิบยื่นความสุขให้แก่ลูก บอกเขาว่าไม่ต้องเคร่งเครียดในการเรียนมาก ไม่เคี่ยวเข็ญ

ลูก ไม่จำเป็นต้องได้ที่หนึ่ง แต่จงเรียนอย่างมีความสุข ให้ผ่าน ให้รอดพอ ข้างหน้าจะเป็นยังไงลูกไม่ต้องใฝ่ฝัน ไม่ต้องอยากเป็นหมอ ไม่ต้องอยากเป็นอะไรที่คนอื่นเขาอยากเป็น ลูกจงถามใจของตัวเองว่าลูกปรารถนาอะไรที่เป็นความสุข แล้วจงทำสิ่งนั้น ลูกไม่ต้องไปสนใจว่าอาชีพอะไรที่ทำให้ลูกร่ำรวย อย่านึกถึงความร่ำรวย จงนึกถึงความสุขในใจของตัวเอง แล้วจงทำมัน ได้เงินน้อยไม่เป็นไร แต่ความสุขมีค่ามากกว่า จงแสวงหาเงินเพื่อเลี้ยงชีวิตให้มีความสุข แต่ไม่ใช่แสวงหาความร่ำรวยแล้วทุกข์
เสียชาติเกิด

แล้วสอนให้เขารู้จักความทุกข์ด้วยหรือเปล่า

แน่นอน เมื่อเขามีความสุขแล้วเราก็จะพูดถึงความทุกข์ทันที จะบอกเขาว่า ขณะนี้ลูกมีความสุข แต่ลูกจะต้องมีความทุกข์ตามมา เป็นต้นว่า ทุกข์เมื่อเสียของรัก ถูกเพื่อนขโมยของ หรือโตขึ้นมามีแฟนแล้วแฟนทิ้ง เมื่อลูกมีความสุข จะพูดถึงความทุกข์ให้ฟังด้วย ไปงานศพต้องพูด ใครตายต้องพูด เพื่อให้เห็นการพลัดพราก ยิ่งเพื่อนตายยิ่งดีเลย เขาจะได้รู้จักว่า ดีเลว สุขทุกข์ คู่กันเสมอ


แล้วตัวอาจารย์เอง สมัยวัยรุ่นเป็นอย่างไร

เราก็บ้าบอคอแตกของเราไป กินเหล้าเมายา เที่ยวสำส่อน แต่โชคดีที่มีธรรมะมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่มนุษย์ต้องเป็นไปตามวัย แต่ว่าเรารู้ตัวตลอด เราบอกตัวเองว่า ต้องการรู้ถึงความเลวเพื่อปล่อยวางในอนาคต


อาจารย์เคยลองเสพยาไหม

ลองทุกอย่าง กัญชา ยากล่อมประสาท อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง แต่ไม่ติด เพราะต้องการศึกษา ต้องการเรียนรู้ ไม่ได้หลงใหลไปกับมัน แต่เด็กที่อ่อนแอ ไม่มีธรรมะนั้น อย่าแตะต้องสิ่งเหล่านี้ เพราะมันไม่มีเป้าหมายอย่างเรา ว่าวันหนึ่งข้างหน้ากูต้องเป็นคนดีคนที่อ่อนแอ พอเสพก็ติดหลงใหลไปเลย แต่เรารู้จักเบรก มีสติ


รู้สึกว่าตัวเองมีธรรมะตั้งแต่เมื่อไร

ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเรามีธรรมะ แต่ว่ามันถูกสติเบรกตลอดเวลา เช่นเมื่อวันที่เมาที่สุด กลับมาบ้านตอนตีสามตีสี่ น่าจะมีความสุขกับสิ่งที่เสพมาทั้งหมด กินเหล้า มีผู้หญิงสวยๆ คิดดูสิ มันน่าจะมีความสุขใช่ไหม กลับมาบ้านแฮ้ง เมาชิ_หาย นอนเอนหลังอยู่บนเตียง จิตมันถามเลยว่า “ไอ้เหลิม มึงสุขเหรอ มึงสุขจริงเหรอวะ” เมื่อมีคำถาม เราถึงมีความรู้สึกว่า “กูไม่ได้สุข กูเป็นทุกข์ หนึ่ง กูปวดหัว สอง พรุ่งนี้กูต้องมีปัญหากับผู้หญิงแน่ ต้องมีเรื่องวุ่นวายกับสิ่งที่กูกระทำเมื่อคืนนี้ กูไม่ได้สุขเลย กูหลอกลวงตัวกูเอง” การตอบตัวเองนำไปสู่การเรียนธรรมะ เริ่มจากการอ่านงานเขียนของอาจารย์พุทธทาส “คู่มือมนุษย์ ”
หลังจากเหตุการณ์นั้นเลยรู้ว่า เฮ้ย! ในใจกูมีธรรมะนี่หว่า



ทำไมถึงเลือกศึกษาธรรมะของท่านพุทธทาส
เพราะเราไม่เชื่อเรื่องไร้สาระ เราเชื่อเรื่องเหตุและผล บังเอิญมีหนังสือ คู่มือมนุษย์ อยู่แล้วที่บ้าน แต่ไม่เคยอ่าน มีหนังสือธรรมะอยู่เต็มบ้าน เมื่อปี 2525 ศึกษามาหมดนะ ศึกษามโนมยิทธิ ศึกษาพระธรรมกาย ศึกษายุบหนอพองหนอ ศึกษาทุกสาย เพื่อมุ่งหวังไปสู่ไสยศาสตร์ เดิมทีสนใจเรื่องพวกนี้ แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ ก็ละวางหมด


อาจารย์เชื่อเรื่องชาติภพไหม

เชื่อมาก และเชื่อว่าธรรมะปฏิบัติในภพชาตินี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่ภพชาติที่เราปรารถนา ตอนนั้นศึกษาธรรมะของอาจารย์พุทธทาสจนเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็เริ่มด้วยการฆ่ากิเลสในใจตัวเอง คือ ก้าวข้ามกระโดดไปสู่การฆ่ากิเลสในใจตัวเอง ฝึกละกิเลส ตั้งแต่ความโลภ ความอิจฉาริษยา ความหลง ยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่าง


มีขั้นตอนไหมว่าต้องเริ่มละกิเลสตัวไหนก่อน

เริ่มจากตัวที่ง่ายที่สุดก่อนเพื่อเป็นกำลังใจ สำหรับตัวเองที่ง่ายที่สุดคือ ฆ่าเรื่องวัตถุ บ้าบอคอแตก ความบ้าเพชร บ้าพลอย ฆ่าวัตถุ นำไปสู่การฆ่าความหลง ความยึดมั่นถือมั่น เหล่านี้ฆ่าก่อน เพราะมันเป็นตัวอ่อนที่สุดของตัวเรา แต่บางทีมันเป็นตัวแข็งที่สุดของคนอื่น

ฝึกตัวเองให้กินเหล้าน้อยลง กินอย่างมีสติ เจอผู้หญิงสวย ชอบ แต่หยุดยั้งตัวเอง ไม่ลามปามไปสู่การเอาเปรียบผู้อื่น บางคนสวยมาก ทนไม่ได้ พาไปกินข้าว กินข้าวแล้วไม่เอา ถึงแม้ผู้หญิงจะให้โอกาสก็ไม่ทำ สติเบรกตลอดเวลา ไม่ทำอะไรที่ล่วงเกินก้าวข้ามไปสู่สิ่งที่ผิดศีลธรรม

ตอนหลังถอดเครื่องเพชร ถอดนาฬิกาแพงๆ ทิ้ง ไม่ซื้ออีก ไม่ปรารถนา ใส่เสื้อม่อฮ่อม ในขณะที่เมื่อก่อนไปออกงานที่ไหนไม่ใส่เครื่องเพชรไม่ได้ ทุกคนยังไม่เชื่อ หาว่าตอแหล เดี๋ยวมันก็กลับมาใส่อีก


สำหรับอาจารย์ กิเลสตัวไหนฆ่ายากที่สุด

ความโกรธ ความโกรธนี่ยากที่สุด อันนี้ฝึกฆ่ามาตลอด จนเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่อยู่วัดมา
สี่ปีแรกก็ยังมีความโกรธ มีความไม่พอใจ สติหยุดความโกรธได้ช้า แต่ไม่เหมือนสมัยหนุ่มนะ สมัยหนุ่มเนี่ยโหดเหี้ยมมาก ตัวนี้ยากที่สุด เหลืออยู่ตัวเดียว ทุกวันนี้ก็พยายามแก้ แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมาก สามปีหลังนี้ดีมาก ไม่เคยโกรธ หรือถ้าโกรธขึ้นมาก็หยุดยั้งได้เร็วกว่าแต่ก่อน

กับคนที่เรารักนี่โกรธไหม

โกรธหมด รักเริกอะไร โกรธหมด ไม่พอใจกูโกรธหมด ตัวนี้ฆ่ามันทุกวัน ฆ่ามันทั้งภายนอกภายใน เมื่อภายนอกเกิดความโกรธ สติต้องกำหนดว่า มึงโกรธแล้ว หยุดความโกรธ คำสั่งจะออก แต่เมื่อก่อนนี้คำสั่งออก ทำเลย ไม่สน กะซวกทันทีเลย
ตอนหลังนั่งสมาธิ ย้อนรอบ ชอบนั่งสมาธิตอนตีสองตีสาม มันจะย้อนให้เราเห็น ภาพอย่างละเอียด ทำไมกูยั้งไม่อยู่ จิตกูทำไมพ่ายแพ้กับมัน จะเห็นภาพชัดมาก เอาละ รอบหน้า เราจะยั้งด้วยวิธีอะไร อย่างนี้เขาเรียกว่าแก้ภายนอกแล้วแก้ภายใน แต่ถ้าไม่แก้ภายใน ภายนอกยังไงก็แก้ไม่ได้

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า ก่อนตายถ้าจิตสุดท้ายคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เคยทำมา แม้จะเคยทำชั่วมาบ้าง แต่ถ้าจิตสุดท้ายกระหวัดไปถึงบุญกุศล ก็จะทำให้ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ อาจารย์เชื่ออย่างนั้นหรือเปล่า

การฝึกวิปัสสนาฆ่ากิเลสของตัวเองก็เพื่อมุ่งไปจิตสุดท้ายนี่แหละ เราจะได้ไม่ต้องไปกระซิบข้างหูคนที่กำลังจะตายให้คิดถึงวัด คิดถึงบุญกุศล เพราะเอาเข้าจริงมันคิดไม่ได้หรอก ตัวกิเลสมันมีอำนาจมากกว่า ความหวงผัว หวงทรัพย์สมบัติ ความกลัวตายมันมากกว่า กูจะตายจริงเหรอ โอ๊ย! กูไม่อยากตาย กูไม่อยากตาย หลานกูยังเล็กอยู่ ผัวกูมันต้องไปมีเมียน้อยแน่ สมบัติที่ซ่อนไว้ยังไม่ได้บอกใคร อยากจะพูด อยากจะบอกสารพัด คิดเหรอว่าความคิดที่เพิ่งไปทำบุญมาสามร้อยห้าสิบบาทมันจะแวบขึ้นมา ไม่มีทาง ดังนั้นต้องฝึกเพื่อที่ว่าก่อนตายจะได้คิดเรื่องดีๆ หรือไม่คิดเลย ซึ่งสุดยอด ต้องฝึกให้ไปสู่จุดนั้น

พูดถึงสุขภาพอาจารย์บ้าง เป็นอย่างไร ตรวจเช็คบ้างหรือเปล่า

ไม่ต้องเช็ค คนที่มีธรรมะแล้วเขาไม่อยากอยู่ในโลกนี้หรอก สำหรับตัวเองเมื่อป่วย บอกคนใกล้ชิดไว้แล้วว่าอย่าเป็นกังวล จงปล่อยให้ตายอย่าเอาหน้ากากมายัด อย่าเอาสายระโยงระยางมายัด จะทำอาการสำรวมสงบแล้วตาย จะเข้าสมาธิให้อยู่ในความว่างแล้วตาย ถ้าร่างกายไม่ดีเมื่อไหร่ จะเข้าสมาธิ พักผ่อน ไม่กินยา ก็หายทุกที ยกเว้นโรคอย่างมะเร็ง อัมพาต หรืออะไรที่สูงๆ นี่เป็นกรรม ต้องยอมรับด้วยความเบิกบาน ถือเป็นการชดใช้กันไป เมื่อป่วยก็จะเป็นสุข

ได้ยินว่าอาจารย์เคยมีปัญหาสุขภาพถึงขนาดจะสร้างวัดไม่สำเร็จจนต้องตั้งจิตอธิษฐาน


เป็นกระดูกทับเส้นประสาท เดี้ยง ชาทั้งตัว ปวด ทำงานไม่ได้ ตอนนั้นสร้างวัดมาได้ สักสามปี เดี้ยงหมดเลย นอนเจ็บทรมาน ไปหาหมอ หมอก็บอกต้องผ่าคอ ชาไปข้างหนึ่งแล้วเจ็บปวดทั้งตัว ปวดแขนร้าวลงมา คอก็ยกไม่ขึ้น นอนได้ท่าเดียวตลอด ต้องใส่ปลอกคอ แต่ว่าเราเป็นคนที่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อว่า เฮ้ย! เป็นเรื่องส่วนตัวของกู ถ้ามีกรรมทำให้ไม่สามารถสร้างวัดได้ จงเป็น แล้วตายไป หรือเป็นอัมพาตเดี้ยงไปเลย แต่ถ้าบุญกูยังมีอยู่ กูต้องชนะ กูต้องรอด เลือกเลย ยินดีทั้งสองทาง ยินดีในบุญ ยินดีในกรรม ยินดีในทุกข์ที่เกิดขึ้น ยินดีในสุขที่เกิดขึ้น ยินดีทั้งสองอย่างเท่าเทียมกัน เสร็จแล้วกลับมาวัด เข้าสมาธิ อดทนต่อสู้กับความเจ็บปวดของตัวเองอยู่สามเดือน เอาชนะความเจ็บปวดทุกอย่างด้วยตัวเราเอง จนกระทั่งหายเป็นปลิดทิ้ง

ไม่ไปหาหมอ

ไปหาหมอ หมอจะผ่า หมอจะจัดการทุกอย่างตามระบบของแพทย์ แต่เราก็หลอกหมอว่า ขอกลับบ้านมาคิดดูก่อน
เชื่อว่ามันเป็นสภาวะของกรรมซึ่งเข้ามาทดสอบใจเรา รู้เลยว่านี่เป็นเรื่องระหว่างกูกับกรรมเก่า ไม่เกี่ยวกับหมอ ไม่เกี่ยวกับใคร



ตอนนั้นกลัวไหมว่าจะสร้างวัดไม่เสร็จ

ไม่ สร้างได้ เรื่องทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ถ้าเราเชื่อในตัวเรา เชื่อว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ชีวิตเราจะมีแต่ความสุข โคตรความสุข เราจะมองว่าสรรพสิ่งสรรพสัตว์ในโลกล้วนกระจอกงอกง่อย ไร้สาระ ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร โลกมนุษย์นี้กูเดินทางมาแค่แวบเดียว เพื่อมาดูมันแล้วกูก็จะไป มันไม่มีค่าอะไรเลยสักอย่าง ป่วยก็ไม่อยากให้ใครมายุ่งเกี่ยว เป็นอัมพาตอัมพฤกษ์กูก็ยินดี กูจะนั่งรถเข็นด้วยใจที่เบิกบาน บอกเมียเตรียมรถเข็นไว้เลย ไม่ต้องห่วง ถ้าเดี้ยงก็จะบอกลูกศิษย์ลูกหาให้เข็นมาดูวัด แล้วกูสั่งการมึง กูนั่งรถเข็น กูเดี้ยงข้างหนึ่ง ถึงปากกูเบี้ยวหน้ากูยังยิ้ม (ทำท่าประกอบสมจริงมาก) กูก็ยังมีความสุข แล้วกูก็ป่วยไปเรื่อยๆ แล้วกูก็ตาย จบที่สุดของวิบากกรรม ไม่เห็นเป็นไรเลย วัดนี่สร้างได้อยู่ดี


แล้วอาจารย์หายได้อย่างไร

นั่งสมาธิอย่างเดียว นั่งมากที่สุด เป็นความว่างอย่างเดียว ดับสมอง ดับทุกอย่าง แล้วก็จี้ไปตรงความเจ็บปวด จนกระทั่งไร้ความเจ็บปวด เวลาออกสมาธิกลับมาปวดอย่างเดิม ก็ไม่เป็นไร ไม่สน ไม่ไปจ้องที่ความเจ็บปวด ไม่ไปคิดว่า “ทำไมกูถึงมีกรรมขนาดนี้” ทนรับกรรมด้วยความเบิกบาน ไม่หดหู่ใจ ไม่เศร้าหมอง ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกรำคาญ ไม่อยากฆ่าตัวตาย พอเรายินดีเบิกบานในความเจ็บปวด ความเจ็บปวดนั้นก็เบาลง จำไว้ว่า คนที่สุขจริงคือสุขได้แม้กายเป็นทุกข์ สองสิ่งนี้คู่กันเสมอ ฉะนั้น จงยินดีรับทุกข์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง เท่ากับยินดีในสุขที่เกิดขึ้น


ในการสร้างวัดร่องขุ่น คนพูดกันว่ามีปาฏิหาริย์หรือมีเทวดามาช่วย อาจารย์รู้สึกแบบนั้นหรือเปล่า

อย่าไปสนใจ ไร้สาระ บุญถึงมันก็สร้างได้ บุญคืออะไร คือธรรมะในใจของตัวเราเอง คือมีความเมตตา นำไปสู่ความสำเร็จทุกอย่าง ประหนึ่งเทวดามาดูแลปกปักรักษา มาคุ้มครองคุ้มภัย มนุษย์ถ้าสร้างบุญมาก ทำอะไรก็สำเร็จง่ายดาย

จุดประสงค์ที่อาจารย์สร้างวัดร่องขุ่น แท้จริงแล้วคืออะไร

ภายนอกเป็นเรื่องของรูปธรรม ว่าสร้างเพื่อค้ำจุนศาสนา เพื่อที่จะมอบให้แก่ชาติบ้านเมือง และเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ 9 ที่ไม่ ลอกเลียนใคร เป็นความกตัญญูในบ้านเกิด ต้องการให้เกิดประโยชน์ในแง่ของเศรษฐกิจ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ระดับโลก
ส่วนภายในเป็นเรื่องนามธรรม เพื่อเป็นสัมภาระในการเดินทางของจิตวิญญาณไปสู่สภาวะแห่งการไม่กลับมาเกิด


สมมุติถ้าเกิดอะไรขึ้นกับวัด อาจารย์ทำใจได้หรือ

ศึกษาธรรมะมาขนาดนี้ จะไปยึดมั่นอะไรเล่า สร้างก็สร้างไป ตายก็ตายไป ก็บอกแล้วว่าความตายก็ไม่สนใจ จะสนใจวัตถุพวกนี้ได้ไง มันไม่มีค่าอะไร ค่าเหล่านี้มันเป็นค่าจากการปรุงแต่งของมนุษย์ตัวอื่น ไม่ใช่สัตว์อย่างกู ช่วยเขียนไปด้วย มนุษย์ตัวอื่นมันยินดี มันยึดติดถือมั่น แต่คนอย่างเราไม่ใช่ เราสร้างเพื่อปล่อยวาง สร้างเพื่อฆ่ากิเลสของตัวเอง สร้างเพื่อเป็นสารประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติที่มันยังยึดติดและหลงใหลในสิ่งนี้อยู่

จากจุดนี้แล้วอาจารย์ตั้งใจจะทำอะไรต่อคะ

สร้างความเมตตาให้แก่กล้า หยิบยื่นทุกอย่างให้แก่ประชาชน ประเทศชาติ และศาสนา จะทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์คนอื่นจนลมหายใจสุดท้าย เมตตาคือสิ่งที่สูงที่สุดของบุญบารมี นี่คือการสร้างบุญบารมีในรอบสุดท้ายของตัวเอง

ว่าไปแล้วก็เป็นการทำเพื่อหลุดพ้นของตัวเอง แปลว่ายังมีตัณหาใช่หรือไม่

ใช่สิ ต้องเข้าใจว่าตัณหาของมนุษย์มีทั้งฝ่ายดีแหละฝ่ายเลว ฝ่ายดีต้องมีความทะเยอทะยาน มุ่งไปสู่ความหลุดพ้น ถ้าไม่มีตัณหา จะพยายามเหรอ ทุกอย่างมันต้องมีตัณหาหมด เขาเรียกว่าตัณหาฝ่ายดี ก่อนหลุดพ้นต้องมีตัณหาทั้งนั้น ตัณหาในที่นี้คือมีความอยากที่จะหลุดพ้น คนไม่มีความมุ่งมั่น ไม่อยาก มันจะเป็นอะไรได้ ไม่งั้นจะมีศาสดามาได้ไง จะมีผู้หลุดพ้นมาได้ไง
การเป็นมนุษย์มันดีตรงนี้ สัตว์มันไม่มีความมุ่งมั่น ไม่มีแรงทะเยอทะยาน การเกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นการพัฒนาธรรมะของตัวเอง พัฒนาภพชาติของตัวเอง การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นโชคดีที่สุด เพราะมนุษย์มีความทะเยอทะยาน มีเป้าหมาย


บั้นปลายชีวิตอาจารย์คิดจะบวชไหม


ไม่ต้องการบวช เพราะเชื่อว่าไม่ต้องบวชก็สามารถละภพชาติได้ เราบวชภายใน ไม่ต้องบวชภายนอก เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ช่วยเหลือ เมตตา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดอย่างมีคุณธรรม

คำถามสุดท้าย อาจารย์คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะหรือเปล่า

ไม่เลย อัจฉริยะเป็นเพียงคำจำกัดความของคนที่เหนือกว่าผู้อื่น เราไม่ได้เหนือกว่าผู้อื่น เรามองค่าของใจมากกว่าวัตถุ ไม่มองวัตถุเหนือใจ คนอาจมองว่าเราเหนือกว่าคนอื่นในเรื่องวัตถุ แต่เรากลับเห็นว่าตัวเองกระจอก ไม่มีค่าเลย ใจของเราที่ต่อสู้มา ที่ฝึกฝนมานั้นสำคัญกว่า วัตถุเดี๋ยวนี้ผุพังไปตามกาลเวลา มันไม่คนทน ไม่ได้งดงามอย่างนี้ไปตลอด สุดท้ายมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นของไม่เที่ยง แต่สิ่งสำคัญคือใจเรา ดังนั้นใครจะบอกเป็นอัจฉริยะอะไร ไม่สนใจ ไม่เคยเย่อหยิ่งทรนงว่าพิเศษเหนือกว่าคนอื่น สิ่งเดียวที่พิเศษกว่าคือ “กูไม่มีทุกข์”




ขอขอบคุณ “ชีวิตนี้มีแต่สุข” เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

28 ความคิดเห็น:

  1. ชอบแนวทางการสอนลูก ไม่จำเป็นต้องได้ที่หนึ่ง แต่จงเรียนอย่างมีความสุข ให้รอดพอ ไม่ต้องอยากเป็นอะไรที่คนอื่นเขาอยากเป็น ปรารถนาอะไรที่เป็นความสุข แล้วจงทำสิ่งนั้น ลูกไม่ต้องไปสนใจว่าอาชีพอะไรที่ทำให้ลูกร่ำรวย จงนึกถึงความสุขในใจของตัวเอง แล้วจงทำมัน ได้เงินน้อยไม่เป็นไร แต่ความสุขมีค่ามากกว่า ไม่ใช่แสวงหาความร่ำรวยแล้วทุกข์ อยู่ร่วมในสังคมให้ได้เท่านั้นพอ บอกเลยว่าโดนใจจริงๆๆๆๆๆๆๆ

    ตอบลบ
  2. เจอคำตอบแรก.....
    มีธรรมะและสติเป็นธงชัยนำชีวิต รู้ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไร
    ไม่หวังจะกอบโกย ธรรมะสอนให้มีเป้าหมาย ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในโลกนี้อย่างปราศจากทุกข์
    เพียงเท่านี้ก็นำพา สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตแล้ว..

    ตอบลบ
  3. โอ้ๆๆๆๆ....!!! เปิดเจอทีแรกนึกว่า พี่ อี๊ด เปลี่ยน สไตล์ การแต่งตัวซ๊ะแล้ว โล่ง..อก..ไปที
    ที่แท้ อ.เฉลิมชัย นี่เอง ยังไงก็ขอขอบคุณแง่คิดดีดี จาก อาจารย์ ก็แล้วก็แล้วกัน อาจได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ผมก็คนธรรมดานะ คงยัง ไม่บรรลุ เท่าไรแต่ก็จะพยายาม เพื่อลูกเพื่อเต้า..ก็แล้วกัน
    ขอบคุณครับ..

    ตอบลบ
  4. เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ช่วยเหลือ เมตตา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดอย่างมีคุณธรรม....สุดยอดเลยครับพี่

    ตอบลบ
  5. เป็นเรื่องที่มีหลายแง่ให้คิด แต่ส่วนใหญ่ทุกคนชอบให้คนอื่นมาใส่ใจเรา แต่ก่อนที่จะให้คนอื่นมาใส่ใจเรา เราควรใส่ใจทุกคนก่อน เช่น ช่วยเหลือทุกคน ทำดีคิดดีกับทุกคน ไม่คิดเพื่อหวังผลประโยชน์ ซักวันทุกๆคนก็จะเห็นในความดีของเราเองแหละครับ ก็ขอให้รักกันช่วยเหลือกัน แค่นี้ก็ทำงานได้อย่างมีความสุขแล้วหละครับ _/\_ สาธุ

    ตอบลบ
  6. มีแง่มีมุมให้คิดเยอะเลยครับดีจริงๆใครคิดได้อย่างงี้ก็คร่ากิเลสในใจได้ไม่มากก็นิดนึงแหละเนาะครับบบ

    ตอบลบ
  7. ชอบจิตรกรรมของอาจารย์ถ้ามีโอกาสจะไปชมวัดร่องขุ่น ชอบมากครับ

    ตอบลบ
  8. พี่KIT ถ้าไปแล้วอย่าพลาดแวะชม ห้องน้ำทองคำด้วยนะพี่ ...ขอบอก มันเยี่ยมมากกกกก

    ตอบลบ
  9. ชอบสมัยเป็นหนุ่มๆ ครับ แต่โดนมากที่สุดคือ การฆ่าความโกรธ ครับ ผมก็เป็นเหมือนกันทุกวันนี้ก็กำจัดยากมาก ครับ วิธีกำจัดสงสัยต้องไปเข้าวัดบ่อยๆ แล้วล่ะครับ ขอบคุณพี่อิ๊ดมากกก ครับ

    ตอบลบ
  10. เรามองค่าของใจมากกว่าวัตถุ ไม่มองวัตถุเหนือใจ คบหากันได้มันก็อยู่ที่ใจ คุณใจเราใจต่างคนต่างใจ

    ตอบลบ
  11. อ่านแลวรู้สึกดีมากคับ

    ตอบลบ
  12. อ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรหลายๆ อย่าง เป็นแนวคิดที่ควรลองทำตามอย่าง เช่นการทำสมาธิ อันนี้ผมแนะนำให้ทำ เพราะอันนี้จะเป็นการพักสมองของเราจริงๆ ลองคับ

    ตอบลบ
  13. คนเราไม่จำป็นที่ 1 ก็ขอแค่เรามีความสุขก็พอที่เท่าไรก็ไม่สำคัญ อย่าให้คนอืนมาประเมินค่าของเรา แต่เราจงรู้ค่าของตนเอง บทความนี้ดีจังครบพี่

    ตอบลบ
  14. อ่านแล้วทำให้ผมได้ข้อคิดเยอะมากครับ (ชีวิตมีแต่สุข) สุดยอดครับ

    ตอบลบ
  15. ทีมงานพลิกแผ่นดิน10 พฤษภาคม 2555 01:01

    สุดท้ายชีวิตของเราก็ไม่ได้เอา IPhone IPad พกติดตัวไปด้วย แต่สิ่งที่นำไปก็คือบุญและความดีที่ฝากไว้บนโลกใบนี้ และ อ.เฉลิมชัยก็ได้ฝากผลงานที่สุดแห่งรัชกาลนี้ไว้ให้ประชาชนได้ชม สุดยอดครับ

    ตอบลบ
  16. กะมุนา วัฒถะตีโรโก กุกุ

    ตอบลบ
  17. ถ้าพรุ่งนี้ตาย ทุกอย่างท่ีมีอยู่ก็ไม่มีความหมาย

    ตอบลบ
  18. กรรมเป็นสมบัติของสัตว์โลกทั้งหลาย กายซ่อนซ้ำซากจำแจ เป็นวัฒตะ กรรมอันใดทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลังกรรมนั้นเป็นกรรมดี เป็นกรรมท่ีสัพบุรุตชื้นชมยกย่อง กรรมอันใดทำแล้วเดือดร้อน ภายหลังกรรมนั้นเป็นกรรมชั่ว เป็นของเผ็ดร้อนมีทุกข์มาก กรรมอันใดไปสู่มรรค นิโรธความดับทุกข์ กรรมนั้นเป็นกรรมเหนือกรรม เอวังก็มีด้วยประการะชะนี้

    ตอบลบ
  19. ปีหน้าโลกแตก 2013 หมอดู อีที ทำนายจากพม่า

    ตอบลบ
  20. อยากไปมากครับ

    ตอบลบ
  21. เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง

    เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน

    ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน

    ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา

    ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ

    ถ้ามีครบ ควรเรียก มนุสสา

    เพราะทำถูก พูดถูก ทุกเวลา

    เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันต์จริง

    ใจสกปรก มืดมัว และร้อนเร่า

    ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง

    เพราะพูดผิด ทำผิด จิตประวิง

    แต่ในสิ่ง นำตัว กลั้วอบาย

    คิดดูเถิด ถ้าใคร ไม่อยากตก

    จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย

    ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตัวตาย

    ก็สมหมาย ที่เกิดมา อย่าเชือนเอย ฯ

    "ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ"

    ตอบลบ
  22. จงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ หมั่นทำบุญสะสมไว้ไปใช้ในภายภาคหน้า(ถ้าหากมีโอกาศ)สิ่งของทุกอย่างที่ลำบากลำบนหามาใช้อำนวยความสะดวก ชั่วทั้งชีวิต ตายไปก็ไม่สามารถเอาติดตัวไปได้สักชิ้น มีแต่บปาบ+บุญ+กรรมเก่า ที่ยังใช้ไม่หมด จะติดตามไปทุกภพทุกชาติ

    ตอบลบ
  23. เมื่อสิ้นบุญแล้วสิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความดีที่คนสรรเสริญ และความไม่ดีที่คนว่ากล่าว จะมากหรือน้อยก็ แล้วแต่ว่าความดีกับความไม่ดีอันไหนสร้างไว้มากแค่ไหน

    ตอบลบ
  24. คนเราเกิดมามีแต่ตัวไม่มีอะไรติดตัวมาสักอย่างพอตายไปก็ไปแต่ตัวเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างจะมีเหลือก็แต่ความดีหรือกรรมดีที่เราทำไว้ที่จะติดตัวเราไปได้เกิดมาทั้งทีต้องทำดีให้มากๆนะคับ

    ตอบลบ
  25. เพื่อเป็นประโยชน์ในการครองชีพครับ

    ตอบลบ
  26. กิเลสที่ฆ่ายากที่สุดคือความโกรธ...
    สุดท้ายคงต้องตั้งตนอยู่ในความมีสติไม่มัวเมาไปกับกิเลสทั้งหลาย

    ตอบลบ
  27. ทุกชีวิตมีสุขถ้ารู้จักพอเพียงและเพียงพอ

    ตอบลบ
  28. อ่านแล้วรู้สึกปลงไปได้เยอะ

    ตอบลบ